วันศุกร์ที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2561

การนอนกรน (Snoring) ป้องกัน รักษาได้


ภาวะนอนกรน (Snoring) 

นอนกรน (Snoring) คือภาวะที่มีเสียงแหบ ๆ หรือเสียงผิดปกติเกิดขึ้นระหว่างหายใจในขณะนอนหลับ เกิดขึ้นจากการถูกปิดกั้นของทางเดินหายใจบางส่วน และจะกรนดังมากขึ้นเมื่ออยู่ในท่านอนหงาย การนอนกรนที่มีอาการไม่รุนแรงสามารถบรรเทาลงได้ด้วยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม เช่น นอนตะแคง หลีกเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์ก่อนเข้านอน โดยการนอนกรนส่งผลต่อทั้งสุขภาพของผู้ที่นอนกรนเองและรบกวนบุคคลที่นอนข้าง ๆ นอนกรนพบได้มากในเพศชาย และจะมีอาการหนักขึ้นเมื่ออายุมากขึ้น
นอนกรน
อาการนอนกรน
        นอนกรนมักเกิดขึ้นในช่วงของการหลับลึกและจะกรนดังมากขึ้นเมื่ออยู่ในท่านอนหงาย โดยมีเสียงเกิดขึ้นที่บริเวณลำคอระหว่างหายใจเข้าในขณะนอนหลับ พบได้ในเพศชายมากกว่าในเพศหญิง ส่วนมากผู้ที่นอนกรนมักเกิดอาการร่วมกันระหว่างทางเดินหายใจถูกปิดกั้นและอวัยวะภายในลำคอสั่น เสียงที่เกิดขึ้นจะแตกต่างกันออกไปขึ้นอยู่กับตำแหน่งของอวัยวะที่เกิดการสั่น เช่น หากเนื้อเยื่ออ่อนบริเวณด้านหลังของโพรงจมูกสั่นจะทำให้เกิดเสียงขึ้นจมูก หรือหากเพดานอ่อนหรือลิ้นไก่สั่นจะทำให้เกิดเสียงที่ดังมากขึ้นในลำคอ เป็นต้น
ความรุนแรงของการนอนกรน แบ่งได้ 3 ระดับ ดังนี้
  • ความรุนแรงระดับ 1 คือการนอนกรนทั่วไป ไม่บ่อย และมีเสียงไม่ดังมาก การนอนกรนในระดับนี้ยังไม่ส่งผลต่อการหายใจในขณะนอนหลับ แต่อาจส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ของบุคคลที่นอนข้าง ๆ
  • ความรุนแรงระดับ 2 คือการนอนกรนที่เกิดขึ้นบ่อย หรือมากกว่า 3 วันต่อสัปดาห์ การนอนกรนในระดับนี้อาจส่งผลต่อการหายใจในระดับน้อยถึงปานกลางในขณะนอนหลับ และส่งผลให้รู้สึกง่วงและเหนื่อยในเวลากลางวัน  
  • ความรุนแรงระดับ 3 คือการนอนกรนเป็นประจำทุกวันและมีเสียงดัง การนอนกรนในระดับนี้มักเกิดภาวะหยุดหายในขณะหลับร่วมด้วย อาจทำให้ทางเดินหายใจถูกปิดกั้นบางส่วนหรือทั้งหมดเป็นเวลาประมาณ 10 วินาที ส่งผลให้ออกซิเจนไปเลี้ยงสมองไม่เพียงพอและส่งผลต่อการใช้ชีวิตประจำวัน

ภาวะการหยุดหายใจขณะหลับ (obstructive sleep apnea : OSA) คืออะไร

          ในขณะหลับ นอกจากเกิดอาการกรนแล้ว ยังพบว่า อาจมีการหยุดหายใจร่วมด้วย เมื่อเนื้อเยื่อคอหรือลิ้นหย่อนลงไปปิดทางเดินหายใจส่วนต้น ร่างกายจะพยายามหายใจเข้ามากขึ้นเพื่อให้อากาศผ่านเข้าทางเดินหายใจที่ตีบลง ยิ่งทำให้ทางเดินหายใจแคบขึ้นจนกระทั่งปิดสนิท คล้ายกับการดูดชิ้นของอาหารด้วยหลอด ชิ้นของอาหารจะติดที่ปลายหลอด ทำให้ไม่สามารถผ่านไปได้ อาหารในที่นี้เปรียบเสมือนอากาศนั่นเอง เมื่ออากาศไม่สามารถผ่านทางเดินอากาศที่ปิดสนิท ร่างกายจึงไม่สามารถนำออกซิเจนเข้าสู่ร่างกายได้ เมื่อสมองขาดออกซิเจน จะทำให้ผู้ป่วยตื่นขึ้นในรูปแบบการหายใจแรงหรือไอแรง เพื่อปรับตำแหน่งของลิ้นใหม่ ในวงรอบของการนอน อาจมีการกรนและภาวะหยุดหายใจหลายครั้ง เป็นผลทำให้ผู้ป่วยนอนหลับไม่เพียงพอและสมองได้รับออกซิเจนไม่เต็มที่ ควรไปพบแพทย์หากพบอาการต่อไปนี้ร่วมกับการนอนกรน
  • กรนเสียงดัง
  • ง่วงมากในตอนกลางวัน
  • ปวดศีรษะในตอนเช้า
  • คอแห้ง เจ็บคอ
  • สมาธิและความจำลดลง
  • นอนกระสับกระส่าย
  • สำลัก หรือเจ็บหน้าอกในตอนกลางคืน
  • ความดันโลหิตสูง

การรักษาผู้ป่วยที่มีอาการนอนกรนและมีภาวะหยุดหายใจขณะหลั

          ในกรณีที่ผู้ป่วยมีความรุนแรงของอาการอยู่ในระดับน้อย การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและรูปแบบการดำเนินชีวิตอาจช่วยให้ดีขึ้น เช่น การลดน้ำหนัก ออกกำลังกาย งดดื่มสุราหรือรับประทานอาหารก่อนนอน 3 ชั่วโมง หากผู้ป่วยมีภาวะดังกล่าวในระดับปานกลางถึงมาก จำเป็นต้องได้รับการรักษาด้วยวิธีอื่นเพิ่มเติม เช่น การผ่าตัดเนื้อเยื่อคอ ขากรรไกร ลิ้น หรือลิ้นไก่ เพื่อช่วยเปิดทางเดินหายใจให้กว้างขึ้น การใช้เครื่องเป่าลมในการรักษาภาวะหยุดหายใจขณะหลับ [continuous positive airway pressure (CPAP) titration] ซึ่งถือว่าเป็นวิธีที่ดีสุดในขณะนี้ นอกจากนี้ยังมีการใช้เครื่องมือในช่องปากอีกด้วย ในการเลือกใช้วิธีในการรักษาใด ๆ ก็ตาม จะพิจารณาจากทั้งความรุนแรง ความเหมาะสม ความร่วมมือของผู้ป่วย ผู้ป่วยควรพบแพทย์เพื่อรับการตรวจ วินิจฉัย ตรวจเพิ่มเติม เช่น ตรวจสอบการนอนหลับ (polysomnography) เพื่อประเมินคุณภาพการนอนหลับและดูระดับความรุนแรงของโรค

สาเหตุของนอนกรน

นอนกรนเป็นผลมาจากทางเดินหายใจตอนบนตีบแคบลงหรือถูกปิดกั้น ซึ่งเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุดังต่อไปนี้
  • ทางเดินหายใจบริเวณจมูกถูกปิดกั้น พบได้ในผู้ป่วยภูมิแพ้ ผู้ป่วยไซนัสอักเสบ ผู้ป่วยริดสีดวงจมูก หรือผู้ที่มีโครงสร้างของจมูกผิดปกติ เช่น ผนังกั้นช่องจมูกคด เป็นต้น
  • ลิ้นและกล้ามเนื้อที่ลำคอหย่อนคลายตัว ทำให้ถอยกลับไปปิดกั้นทางเดินหายใจ พบได้ในผู้ที่หลับลึก ผู้ที่ดื่มแอลกอฮอล์ปริมาณมากโดยเฉพาะในช่วงก่อนนอน ผู้ที่ใช้ยานอนหลับ รวมถึงผู้สูงอายุ
  • เนื้อเยื่อที่ลำคอมีขนาดใหญ่ พบได้ในคนอ้วน มีน้ำหนักตัวมาก คอหนาหรือมีขนาดของรอบคอมากกว่า 43 เซนติเมตร ผู้ที่มีต่อมทอนซิลหรือต่อมแอดีนอยด์โต
  • เพดานอ่อนหรือลิ้นไก่ยาว ทำให้ทางเดินหายใจหลังจมูกและลำคอตีบแคบลง และเมื่อเพดานอ่อนหรือลิ้นไก่สั่นหรือชนกันจะไปปิดกั้นทางเดินหายใจ
การวินิจฉัยนอนกรน
แพทย์จะวินิจฉัยจากอาการของผู้ที่นอนกรน หรือตรวจร่างกาย หากแพทย์สงสัยว่าจะมีสาเหตุมาจากความผิดปกติในช่องปากของผู้ที่นอนกรนในระดับที่ไม่รุนแรง เพื่อหาทางรักษาต่อไป หรือผู้ที่นอนกรนในระดับที่รุนแรง แพทย์อาจมีแนวทางในการวินิจฉัยอื่น ๆ ร่วมด้วยดังต่อไปนี้
  • การเอกซเรย์ (X-Rays) การตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT Scan) หรือการตรวจด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (MRI) เพื่อตรวจสอบความผิดปกติหรือโครงสร้างของทางเดินหายใจ
  • การตรวจสุขภาพการนอนหลับ (Sleep Test หรือ Polysomnography) แพทย์อาจวินิจฉัยด้วยวิธีนี้ ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของการนอนกรน ปัญหาสุขภาพ หรือปัญหาการนอนหลับอื่น ๆ อาจต้องนอนค้างที่โรงพยาบาลเพื่อศึกษาและวิเคราะห์การนอนหลับโดยผู้เชี่ยวชาญ จะมีการติดตั้งเครื่องมือหรืออุปกรณ์ตรวจจับและบันทึกสัญญาณต่าง ๆ ของร่างกาย เช่น คลื่นสมอง อัตราการเต้นของหัวใจ อัตราการหายใจ ระดับออกซิเจนในเลือด ระยะของการนอนหลับ การเคลื่อนไหวของดวงตา การเคลื่อนไหวของขาขณะนอนหลับ เป็นต้น
การรักษานอนกรน
เบื้องต้นแพทย์จะแนะนำให้ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม สำหรับผู้ที่นอนกรนในระดับที่ไม่รุนแรง เช่น ลดน้ำหนัก หลีกเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์โดยเฉพาะในช่วงเวลาก่อนเข้านอน เปลี่ยนท่านอนจากนอนหงายเป็นนอนตะแคง เป็นต้น ส่วนผู้ที่นอนกรนในระดับรุนแรงหรือมีสาเหตุการกรนมาจากภาวะหยุดหายใจขณะหลับ แพทย์อาจมีแนวทางในการรักษาดังต่อไปนี้
  • การใช้อุปกรณ์ช่วยลดการนอนกรน จะใช้ในกรณีที่ไม่สามารถบรรเทาการนอนกรนได้ด้วยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม เช่น
    • อุปกรณ์ช่วยลดกรนทางจมูก เพื่อช่วยเพิ่มพื้นที่ทางเดินหายใจในจมูก เช่น แผ่นแปะจมูก (Nasal Strip) มีลักษณะเป็นเทปกาวขนาดเล็กแปะที่บริเวณปีกจมูกทั้งสองข้าง
    • อุปกรณ์ช่วยลดกรนทางปาก เช่น แผ่นแปะคาง (Chin Strip) มีลักษณะเป็นแผ่นหรือเทปแปะที่บริเวณใต้คางเพื่อป้องกันการอ้าปากในขณะนอนหลับ เป็นต้น
    • เครื่องช่วยจัดตำแหน่งของขากรรไกรล่าง (Mandibular Advancement Device: MAD) จะช่วยเพิ่มพื้นที่หลังของลำคอและป้องกันการตีบแคบของทางเดินหายใจซึ่งจะทำให้ลิ้นสั่นในขณะหายใจและเกิดเสียงกรนได้
  • การผ่าตัด จะใช้ในกรณีที่ไม่สามารถบรรเทาการนอนกรนได้ด้วยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมหรือการใช้อุปกรณ์ช่วยลดการนอนกรนได้ เช่น
    • การผ่าตัดกระชับเนื้อเยื่อบริเวณเพดานอ่อน ลิ้นไก่ และผนังคอหอย (Uvulopalatopharyngoplasty: UPPP) ในบางกรณีอาจมีการผ่าตัดต่อมทอนซิลและต่อมแอดีนอยด์ร่วมด้วย อาจทำให้ผู้ป่วยมีอาการพูดไม่ชัดหลังการผ่าตัด หรือเกิดผลข้างเคียงรุนแรงอย่างอื่นที่อาจเกิดขึ้นได้ประมาณ 1% เช่น เลือดออกมาก ปอดติดเชื้อ หัวใจล้มเหลว โรคหลอดเลือดในสมอง เป็นต้น
    • การผ่าตัดตกแต่งเนื้อเยื่อบริเวณเพดานอ่อนและลิ้นไก่โดยใช้เลเซอร์ (Laser-Assisted Uvulopalatoplasty: LAUP) เป็นอีกทางเลือกหนึ่งแต่ในระยะยาวอาจให้ผลลัพธ์ได้ไม่ดีเท่าการผ่าตัดกระชับเนื้อเยื่อบริเวณเพดานอ่อน ลิ้นไก่ และผนังคอหอย
    • การผ่าตัดเพดานอ่อน เพื่อเพิ่มความแข็งแรงให้เนื้อเยื่อและลดการสั่นของเพดานอ่อนในขณะนอนหลับ สามารถทำได้หลายวิธี เช่น การผ่าตัดด้วยคลื่นความถี่วิทยุ (Radiofrequency Ablation: RFA) ด้วยการใช้คลื่นวิทยุทำให้เนื้อเยื่อแข็งแรงขึ้น หรือการฝังพิลลาร์ (Pillar Procedure) โดยฉีดเส้นใยสังเคราะห์โพลีเอสเตอร์ที่เพดานอ่อน
  • การใช้ยา เพื่อรักษาที่ต้นเหตุของการนอนกรน เช่น ยาต้านฮีสตามีน (Antihistamine) ในการบรรเทาอาการบวมและระคายเคืองในจมูกของโรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้ หรือยาแก้คัดจมูก (Nasal Decongestant) แต่ไม่ควรใช้ต่อเนื่องนานเกิน 7 วัน เพราะอาจทำให้อาการแย่ลงได้
ภาวะแทรกซ้อนของนอนกรน
นอนกรนนอกจากจะสร้างความรำคาญให้กับบุคคลที่นอนข้าง ๆ แล้ว อาจทำให้เกิดปัญหาสุขภาพตามมาได้ เช่น ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ รวมถึงภาวะแทรกซ้อนอื่น ๆ ดังต่อไปนี้
  • หยุดหายใจชั่วคราว อาจนานไม่กี่วินาทีหรือนานเป็นนาทีในขณะนอนหลับ มีสาเหตุมาจากทางเดินหายใจถูกปิดกั้นบางส่วนหรือทั้งหมด
  • นอนหลับไม่สนิท ตื่นกลางดึกหลายครั้ง ที่อาจรู้ตัวและไม่รู้ตัว ทำให้รู้สึกง่วงนอนในระหว่างวัน ส่งผลต่อการใช้ชีวิตและประสิทธิภาพในการขับขี่ยานพาหนะ
  • ความเสี่ยงต่อการเกิดความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ และโรคหลอดเลือดสมอง หากเกิดภาวะหยุดหายใจขณะหลับเป็นเวลานาน
การป้องกันนอนกรน
นอนกรนในระดับที่ไม่รุนแรงสามารถบรรเทาและป้องกันได้ ด้วยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม และปฏิบัติตามแนวทางดังต่อไปนี้
  • ลดน้ำหนัก โดยเฉพาะผู้ที่มีน้ำหนักตัวเกิน จะช่วยให้การนอนกรนลดลงได้
  • นอนตะแคง การนอนหงายเพิ่มโอกาสให้ลิ้นไปปิดกั้นทางเดินหายใจ วิธีแก้ ลองเย็บกระเป๋าเล็ก ๆ ที่ด้านหลังเสื้อนอน แล้วใส่ลูกเทนนิสลงไป หากกังวลว่าจะกลับมานอนหงายในระหว่างการนอนหลับ
  • นอนหมอนสูง โดยใช้หมอนรองให้ศีรษะสูงขึ้นประมาน 4 นิ้ว
  • ใช้แผ่นแปะจมูกหรือตัวถ่างจมูกในขณะนอนหลับ จะช่วยเพิ่มพื้นที่ทางเดินหายใจในจมูก ทำให้หายใจได้สะดวกขึ้น
  • ลดการปิดกั้นของทางเดินหายใจในจมูก ในผู้ป่วยภูมิแพ้หรือผนังกั้นช่องจมูกคดจะหายใจทางจมูกไม่สะดวกจึงต้องหายใจทางปาก ทำให้เพิ่มโอกาสในการนอนกรนได้มากขึ้น
  • ลดปริมาณหรือหลีกเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์ เป็นเวลาอย่างน้อย 2 ชั่วโมงก่อนเข้านอน หรือหลีกเลี่ยงการใช้ยานอนหลับและยาระงับประสาท เพื่อลดโอกาสที่ทำให้กล้ามเนื้อบริเวณลำคอคลายตัวและปิดกั้นทางเดินหายใจ
  • เลิกสูบบุหรี่ เพราะการสูบบุหรี่เป็นสาเหตุให้คัดจมูก และหายใจไม่สะดวก
  • นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ เด็กก่อนวัยเรียนควรนอนประมาณ 11-12 ชั่วโมงต่อวัน เด็กในวัยเรียนควรนอนอย่างน้อย 10 ชั่วโมงต่อวัน วัยรุ่นควรนอนประมาณ 9-10 ชั่วโมงต่อวัน และผู้ใหญ่ควรนอนอย่างน้อย 7-8 ชั่วโมงต่อวัน


    ข้อมูล บทความ ภาพ และเนื่อทั้งหมด มาจาก https://www.pobpad.com และ 
    www.bangkokhospital.com

วันอาทิตย์ที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2561

หายโรคกรดไหลย้อน แค่กินกระเทียมวันละ 5 กลีบ

กระเทียม

มีประโยชน์ต่อร่างกายมาก และเป็นสมุนไพรที่สำคัญในการปรุงอาหารของไทยเรามากๆขาดกระเทียมไม่ได้เลย อะไร ๆ ก็ต้องใส่กระเทียมถึงจะอร่อยนะคะ การใช้กระเทียมให้พอดีพอเหมาะต่อครั้งปฏิบัติให้ถูกตามที่กล่าว ร่างกายก็จะไม่มีอะไรแทรกซ้อนเกิดเจ็บป่วยขึ้นได้ แต่จะได้ผลดีต่อการใช้ได้มาก กระเทียมคู่ครัวไทยใช้ง่ายและสะดวก หาซื้อได้ง่ายราคาไม่แพง เป็นยาที่รักษาโรคได้วันละ 5-7 กลีบ ไม่ว่าจะป่วยหรือไม่ป่วยก็กินได้ทุกวันนะคะ

วิธีรับประทาน
ให้กินกระเทียมสด 5- 7 กลีบ/วัน เป็นประจำโดยสับให้ละเอียดกินวันละประมาณ 2 ช้อนชา ( 10 กรัม) กินร่วมกับอาหารอื่นๆ กระเทียมเป็นสมุนไพรที่ใช้ปรุงอาหารในครัวเรือนมีรสค่อนข้างเผ็ดร้อน ระคายเคืองกระเพาะ หากกินกระเทียมสดต้องกินพร้อมอาหารที่มีโปรตีน เช่น เนื้อ ไข่

(สามารถสั่งซื้อได้ทาง https://www.facebook.com/Bangbon5pharma หรือ Line ID:@bb5pharmacy (มี@นำหน้าด้วยนะคะ)
กระเทียมเป็นที่ยอมรับกันว่า สามารถป้องกันการเกิดมะเร็งได้ เพราะจะไปยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็ง โดยเฉพาะมะเร็งเต้านม กระเพาะปัสสาวะ ผิวหนัง ลำไส้ใหญ่ หลอดอาหาร กระเพาะอาหาร และปอด โดยไปเพิ่มอัตราการขับสารก่อมะเร็ง ป้องกันไม่ให้สารก่อมะเร็งจับตัวกับ DNA จนไปเพิ่มประสิทธิภาพของเอนไซม์ที่ทำให้เกิดมะเร็ง และยังช่วยให้กระบวนการกระตุ้นภูมิต้านทาน ลดอาการเป็นกรดไหลย้อน ลดอาการข้างเคียงของยารักษามะเร็งได้

ฤทธิ์ทางเภสัชวิทยา
  • ลดความดันโลหิตสูง
  • ลดคอเลสเตอรอล และไขมันในเลือด
  • ลดความหนืดของเลือด
  • ลดน้ำตาลในเลือด
  • ต้านมะเร็ง
  • ขับลม
  • ลดการอักเสบ
  • มานแผล
  • แก้เกาท์
  • เพิ่มภูมิคุ้มกัน
  • ลดอากากรดไหลย้อน
สอบถามเพิ่มเติมที่ร้านขายยา
  — ที่ ร้านขายยาบางบอน5เภสัช
ขอบพระคุณแหล่งที่มา : www.aufarm91.com

การปกป้องผิวจากแสงแดด เราไม่ควรละเลยการทาครีมกันแดด โดยควรเลือกผลิตภัณฑ์ชนิดที่ปกป้องผิวจาก UVA และ UVB
สังเกตได้จาก ค่า PA ที่มีคุณสมบัติปกป้องผิวจาก UVA ส่วน ค่า SPF จะป้องกัน UVB
แต่ทั้งค่า PA และ SPF ต่างก็มีแยกย่อยออกเป็นหลายชนิด และความแตกต่างนั้นบ่งบอกถึงประสิทธิภาพที่ต่างกัน เริ่มจาก ค่า PA ที่มักจะมีให้เห็น อาทิ PA+, PA++, PA+++
สำหรับความหมายของ + ที่ติดมากับค่า PA คือความสามารถปกป้องผิวจากยูวีเอ แบบเท่าตัว กล่าวคือ เครื่องหมายบวกเดียว เท่ากับการป้องกันยูวีเอ 2 เท่า เครื่องหมายบวกสองตัว คือ ปกป้อง 4 เท่า และสามบวก คือ ป้องกันยูวีเอ 8 เท่า
รังสียูวีมี 2 ประเภท คือ UVA และ UVB ขออธิบายให้เห็นความแตกต่างของรังสีทั้ง 2 ประเภทอย่างง่ายๆ ว่า;
UVA เป็นรังสียูวีที่ตกกระทบมายังโลกมากถึง 90% และรังสี UVA นี่เองที่เป็นสาหตุของการเกิดฝ้า กระ จุดด่างดำ และริ้วรอย ส่วน UVB นั้นเป็นรังสีความถี่สั้นจึงทำร้ายผิวได้เพียงผิวชั้นนอกเท่านั้น รังสี UVB ทำให้ผิวหมองคล้ำ และแสบแดง
คราวนี้เราทำความรู้จักกับ SPF และ PA กันดีกว่าค่ะ…เริ่มจากการอ่านค่า PA ก่อนเลยนะคะ ปกติเราจะเห็นคำว่า PA+, PA++ และ PA+++ ระบุอยู่ที่ผลิตภัณฑ์ป้องกันแดด…ความหมายของ ‘+’ ที่ติดมากับค่า PA หมายถึงความสามารถในการปกป้องผิวจากยูวีเอแบบเท่าตัว พูดง่ายๆ คือเครื่องหมายบวกตัวเดียวจะเท่ากับการป้องกันยูวีเอ 2 เท่า, เครื่องหมายบวกสองตัว หมายถึงการป้องกันยูวีเอ 4 เท่า (2 x 2) และเครื่องหมายบวกสามตัว หมายถึงการป้องกันยูวีเอ 8 เท่า (2 x 2 = 4 x 2 =…)
มาต่อกันที่ SPF บ้าง….SPF ย่อมาจากคำว่า Sun Protection Factor ส่วนค่า SPF ที่มีตัวเลขต่อท้าย อาทิ SPF10, SPF15, SPF 60 นั้นสามารถนำมาคำนวณระยะเวลาในการปกป้องผิวจากยูวีบี โดยนำตัวเลขส่วนท้ายคูณด้วย 10* ผลลัพธ์ที่ได้หมายถึงจำนวนนาทีที่ครีมกันแดดชนิดนั้นจะป้องกันยูวีบีได้ เช่น SPF10 นำ 10×10 เท่ากับ 100 นาที
*ตัวเลขที่จะใช้คูณนั้นแต่ละคนไม่เท่ากันนะคะ ให้สังเกตุตัวเองว่าเราอยู่กลางแดดได้กี่นาทีแล้วไม่รู้สึกแสบค่ะ เราเองเป็นคนผิวค่อนข้างขาว และเป็นกระง่าย
อยู่กลางแดดได้ประมาณ 10 นาที ก็รู้สึกแสบและแดงแล้ว
หากต้องการคำนวณประสิทธิภาพในการกรอง UVB จากค่า SPF ก็สามารถทำได้เช่นกัน โดยใช้สูตร (1/SPF)*100% ผลลัพธ์ที่ได้คือประสิทธิภาพในการกรอง UVB เช่น SPF40 คำนวณโดย (1/40)*100% = 2.50 หมายถึงครีมตัวนี้ปกป้องยอมให้ UVB ผ่านมายังผิวเรา 2.50% หรืออาจพูดได้ว่าครีมตัวนี้ป้องกัน UVB ได้ 97.50% (100% – 2.50%) นั่นเอง
ตารางข้างล่างนี้เป็นชื่อของส่วนผสมที่มีความสามารถในการกรองรังสี UVA & UVB ซึ่งองค์การอาหารและยาของประเทศสหรัฐอเมริกา หรือ FDA (Food and Drug Administration) อนุญาตให้ใส่ลงในเครื่องสำอางและสกินแคร์ต่างๆได้ (source: wikipedia)
สำหรับการทากันแดดให้ได้ประสิทธิภาพสูงสุดนั่นก็คือ
Physical กับ Chemical Sun-screen 
Physicalหรือครีมกันแดดชนิดกายภาพ เป็นสารที่ช่วยสะท้อนแสงออกไป ซึ่งอาจจะทำให้ดูขาววอก ส่วน Chemical Sun-screen จะทำการดูดซับรังสี UV แทนผิว แต่ส่วนใหญ่ จะเป็นสารควบคุมให้ใช้ในปริมาณที่จำกัด ตามกฏหมวยเครื่องสำอางค์ควบคุม
ครีมกันแดดที่อ้างว่ากันน้ำ หรือกันเหงื่อ ไม่ได้หมายความว่ามันจะกันได้ตลอด เมื่อเหงื่อออก ลงน้ำ หรืออะไรก็ตาม สารเคมีที่เป็นตัวกันแดดจะเสื่อมลง หลายๆ ครั้ง มันก็ยังเหนียวหนึบติดผิวเราอยู่ คือ พอถูกน้ำประสิทธิภาพในการกันแดดจะลดลง โดยส่วยมากแล้ว คำว่า Waterproof หรือ Water Resistant จะทนน้ำได้ไม่เกิน 60 นาที ก็เสื่อมแล้ว ส่วน Very Water Resistant จะอยู่ได้ไม่เกิน 80 นาทีแค่นี้เอง
ดังนั้นเพื่อให้เราสามารถปกป้องผิวจากรังสียูวีที่จ้องจะทำร้ายผิวเรา ก็ควรเลือกครีมกันแดดที่สามารถป้องกันและกรองรังสียูวีอย่างมีประสิทธิภาพที่สุดเท่าที่เราหาได้

วันอาทิตย์ที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2560

ขี้หูอุดตัน ปัญหาน่ารำคาญ วิธี ลด-ละลาย ขี้หูอุดตัน

ขี้หูอุดตัน ปัญหาน่ารำคาญ วิธี ลด-ละลาย ขี้หูอุดตัน


ภาพแสดงหูชั้นนอก เริ่มจากใบหูเข้าไปในรูหูจะพบขี้หู (ear wax / แต้มสีขาว-เขียวเหลือง), รูหู (ear canal), เยื่อแก้วหู (ear drum / แต้มสีฟ้า
ขี้หูคนเรามีทั้งส่วนขี้ผึ้ง (wax), เศษเซลล์เยื่อบุในรูหู (ทำให้มีโปรตีนและน้ำเป็นองค์ประกอบด้วย) เวลาน้ำเข้าหูอาจทำให้ก้อนขี้หูอุดตันที่ยังอุดตันรูหูได้ไม่เต็มที่ขยายตัว อาการจึงเป็นมากหลังอาบน้ำ
ปัจจัยเพิ่มเสี่ยงโรคขี้หูอุดตันที่สำคัญได้แก่
(1). แหย่อะไรเข้าไปในหู เช่น ไม้พันสำลี ใช้หูฟังชนิดสอดใส่เข้าไปในรูหู ใช้เครื่องช่วยฟัง ฯลฯ
(2). คนที่มีรูหูแคบ ยาว หรือคดเคี้ยว (เป็นข้างเดียวก็ได้)
(3). ผู้ชายพบบ่อยกว่าผู้หญิง
(4). คนสูงอายุพบบ่อยกว่าคนอายุน้อย
แต่ สาเหตุที่ทำให้เกิดขี้หูอุดตันที่พบบ่อยมากที่สุด คือ การใช้ไม้พันสำลี หรือคัททันบัดส์ (cotton buds)คนส่วนใหญ่คุ้นเคยกับการปัด กวาด เช็ด ถูว่า เป็นวิธีที่ทำให้อะไรๆ สะอาดขึ้น แต่รูหูหาได้เป็นเช่นนั้นไม่ เนื่องจากไม้พันสำลีจะทำการ "ปัด-กวาด-เช็ด-ถู" ขี้หูออกไปส่วนหนึ่ง ทำให้รูหู (ที่ขาดขี้หูเคลือบ) แห้ง คัน และระคายเคืองได้ง่าย ซึ่งมักจะตามมาด้วยการ "ปั่น" รูหูบ่อยหรือแรง และเกิดการเสพติดไม้พันสำลี
ไม้พันสำลีจะ "ผลัก" ขี้หูส่วนน้อยเข้าไปลึก และใกล้เยื่อแก้วหูขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งขี้หูจนตรอกบริเวณใกล้เยื่อแก้วหู เกิดการอัดตัวแข็ง (impacted) มากขึ้นเรื่อยๆปกติรูหูส่วนนอก (ประมาณ 2/3 ของรูหู) จะมีการสร้างขี้หูส่วนด้านใน (ประมาณ 1/3 ของรูหู) ไม่ได้สร้างขี้หู (wax) นั้นคือการเกิดขี้หูอุดตันด้านในรูหูส่วนใหญ่เกิดจากการ "ผลัก-ไส-ไล่-ส่ง" ขี้หูจากส่วนนอกเข้าไปด้านใน ส่วนใหญ่แล้วก็เป็นผลจากการใช้ไม้พันสำลีนั้นเอง

โดยปกติแล้วหูคนเราเกือบทั้งหมดมีกระบวนการทำความสะอาดตัวเอง (self-cleaning) และมักจะไม่เกิดโรคขี้หูอุดตัน
แต่ด้วยนั้นหากยังมีขี้หูอยู่ ยังมีวิธีที่จำกำจัดออกได้ดังนี้

1).  ใช้ยาหยอดหู สำหรับละลายขี้หู ซึ่งสามารถหาซื้อได้ตามร้านขายยาทั่วไป
2).  กรณีที่ไม่มีปัญหาแก้วหูทะลุ หรือมีการอักเสบ-ติดเชื้อมาก่อน เช่น ไม่มีโรคหูชั้นกลางอักเสบจนแก้วหูทะลุ น้ำหนองไหลออกมาทางรูหู ฯลฯ, ...แนะนำให้ใช้น้ำมันมะกอก 2-3 หยดหยอดหูก่อนนอน ขี้หูจะอ่อนตัวลงภายในประมาณ 1 สัปดาห์ แน่นอนว่า ก่อนหยอดควรนอนตะแคง ให้หูข้างที่ขี้หูอุดตันอยู่ด้านบน หยอดแล้ว ให้นอนตะแคงท่านั้นต่อไปอย่างน้อย 5-10  นาทีก่อนเปลี่ยนท่า เช็ดในส่วนที่ไหนออกเท่านั้น
3).  ใช้สารละลายโซเดียม ไบคาร์บอเนต (sodium bicarbonate) หรือผงฟูที่ใช้ทำขนมปัง (baking soda) 5% (= ผงฟู 5 กรัมในน้ำสะอาด 100 มิลลิลิตร = ผงฟู 1 ช้อนชามาตรฐานในน้ำสะอาด 100 มล.) วิธีใช้คือ นอนตะแคง หยอดหู 2-3 หยด ตะแคงท่านั้นต่อ 5-10 นาที เช็ดในส่วนที่ไหนออกเท่านั้น วันละ 3 ครั้ง 2 สัปดาห์

ถ้าไม่ดีขึ้นใน 2 สัปดาห์ควรปรึกษาหมอใกล้บ้าน หรืออาจารย์หมอหู-คอ-จมูก

ส่วนวิธีป้องกันไม่ให้ขี้หูอุดตันใหม่ได้แก่
(1). ไม่ใช้ไม้พันสำลี (cotton buds) หรือถ้าทนไม่ไหวจริงๆ (ทนหยุดใช้ไม่ได้) คงต้องใช้ให้แผ่วเบาที่สุด นานๆ ครั้ง
(2). ระวังน้ำเข้าหู... ธรรมชาติของเยื่อบุที่บอบบาง คือ มักจะแสบหรือคันถ้าโดนน้ำที่มีความเข้มข้นสารละลายไม่เท่ากับน้ำเลือดเสมอ ซึ่งส่วนใหญ่คนที่คันรูหูง่าย หรือมีประวัติขี้หูอุดตันควรใช้ที่อุดหูสำหรับนักว่ายน้ำ-ดำน้ำอุดหูไว้ อุปกรณ์อย่างอื่นที่พอใช้ได้ คือ สำลีชุบวาสลิน (แต่อาจทำให้เป็นสิวได้ ถ้าเป็นสิวง่าย)อย่าปล่อยให้น้ำเข้าหู เพราะจะทำให้คันในรูหู และทนหยุดใช้ไม้พันสำลีไม่ได้
(3). ใช้ยาละลายขี้หู ส่วนจะเป็นน้ำมันมะกอกโซเดียม ไบคาร์บอเนต 5% (ผงฟูทำขนมปัง)หรือซื้อจากร้านขายยา หยอดช่วยละลายขี้หู 1-2 สัปดาห์/ครั้งได้

ภาพและเนื้อหาในเนื้อหา มาจาก https://www.gotoknow.org/posts/308735  บทความจาก นพ. วัลลภ พรเรืองวงศ์
ซึ่งเป็น
บันทึกที่เขียนที่ GotoKnow โดย นพ. วัลลภ พรเรืองวงศ์บ้านสุขภาพ


วันพฤหัสบดีที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2558

อ่านค่า SPF-PA ของครีมกันแดด

ที่มารูปภาพ: http://topicstock.pantip.com/wahkor/topicstock/2012/10/X12779555/X12779555.html

อ่านค่า SPF-PA ของครีมกันแดด

เพื่อการปกป้องผิวจากแสงแดด เราไม่ควรละเลยการทาครีมกันแดด โดยควรเลือกผลิตภัณฑ์ชนิดที่ปกป้องผิวจาก UVA และ UVB

สังเกตได้จาก ค่า PA ที่มีคุณสมบัติปกป้องผิวจาก UVA ส่วน ค่า SPF จะป้องกัน UVB

แต่ทั้งค่า PA และ SPF ต่างก็มีแยกย่อยออกเป็นหลายชนิด และความแตกต่างนั้นบ่งบอกถึงประสิทธิภาพที่ต่างกัน เริ่มจาก ค่า PA ที่มักจะมีให้เห็น อาทิ PA+, PA++, PA+++


สำหรับความหมายของ + ที่ติดมากับค่า PA คือความสามารถปกป้องผิวจากยูวีเอ แบบเท่าตัว กล่าวคือ เครื่องหมายบวกเดียว เท่ากับการป้องกันยูวีเอ 2 เท่า เครื่องหมายบวกสองตัว คือ ปกป้อง 4 เท่า และสามบวก คือ ป้องกันยูวีเอ 8 เท่า

รังสียูวีมี 2 ประเภท คือ UVA และ UVB ขออธิบายให้เห็นความแตกต่างของรังสีทั้ง 2 ประเภทอย่างง่ายๆ ว่า;
UVA เป็นรังสียูวีที่ตกกระทบมายังโลกมากถึง 90% และรังสี UVA นี่เองที่เป็นสาหตุของการเกิดฝ้า กระ จุดด่างดำ และริ้วรอย 
ส่วน UVB นั้นเป็นรังสีความถี่สั้นจึงทำร้ายผิวได้เพียงผิวชั้นนอกเท่านั้น รังสี UVB ทำให้ผิวหมองคล้ำ และแสบแดง

คราวนี้เราทำความรู้จักกับ SPF และ PA กันดีกว่าค่ะ…เริ่มจากการอ่านค่า PA ก่อนเลยนะคะ ปกติเราจะเห็นคำว่า PA+, PA++ และ PA+++ ระบุอยู่ที่ผลิตภัณฑ์ป้องกันแดด…ความหมายของ ‘+’ ที่ติดมากับค่า PA หมายถึงความสามารถในการปกป้องผิวจากยูวีเอแบบเท่าตัว พูดง่ายๆ คือเครื่องหมายบวกตัวเดียวจะเท่ากับการป้องกันยูวีเอ 2 เท่า, เครื่องหมายบวกสองตัว หมายถึงการป้องกันยูวีเอ 4 เท่า (2 x 2) และเครื่องหมายบวกสามตัว หมายถึงการป้องกันยูวีเอ 8 เท่า (2 x 2 = 4 x 2 =…)



มาต่อกันที่ SPF บ้าง….SPF ย่อมาจากคำว่า Sun Protection Factor ส่วนค่า SPF ที่มีตัวเลขต่อท้าย อาทิ SPF10, SPF15, SPF 60 นั้นสามารถนำมาคำนวณระยะเวลาในการปกป้องผิวจากยูวีบี โดยนำตัวเลขส่วนท้ายคูณด้วย 10* ผลลัพธ์ที่ได้หมายถึงจำนวนนาทีที่ครีมกันแดดชนิดนั้นจะป้องกันยูวีบีได้ เช่น SPF10 นำ 10×10 เท่ากับ 100 นาที

*ตัวเลขที่จะใช้คูณนั้นแต่ละคนไม่เท่ากันนะคะ ให้สังเกตุตัวเองว่าเราอยู่กลางแดดได้กี่นาทีแล้วไม่รู้สึกแสบค่ะ เราเองเป็นคนผิวค่อนข้างขาว และเป็นกระง่าย
อยู่กลางแดดได้ประมาณ 10 นาที ก็รู้สึกแสบและแดงแล้ว

หากต้องการคำนวณประสิทธิภาพในการกรอง UVB จากค่า SPF ก็สามารถทำได้เช่นกัน โดยใช้สูตร (1/SPF)*100% ผลลัพธ์ที่ได้คือประสิทธิภาพในการกรอง UVB เช่น SPF40 คำนวณโดย (1/40)*100% = 2.50 หมายถึงครีมตัวนี้ปกป้องยอมให้ UVB ผ่านมายังผิวเรา 2.50% หรืออาจพูดได้ว่าครีมตัวนี้ป้องกัน UVB ได้ 97.50% (100% – 2.50%) นั่นเอง

ตารางข้างล่างนี้เป็นชื่อของส่วนผสมที่มีความสามารถในการกรองรังสี UVA & UVB ซึ่งองค์การอาหารและยาของประเทศสหรัฐอเมริกา หรือ FDA (Food and Drug Administration) อนุญาตให้ใส่ลงในเครื่องสำอางและสกินแคร์ต่างๆได้ (source: wikipedia)


สำหรับการทากันแดดให้ได้ประสิทธิภาพสูงสุดนั่นก็คือ

Physical กับ Chemical Sun-screen
Physicalหรือครีมกันแดดชนิดกายภาพ เป็นสารที่ช่วยสะท้อนแสงออกไป ซึ่งอาจจะทำให้ดูขาววอก ส่วน Chemical Sun-screen จะทำการดูดซับรังสี UV แทนผิว แต่ส่วนใหญ่ จะเป็นสารควบคุมให้ใช้ในปริมาณที่จำกัด ตามกฏหมวยเครื่องสำอางค์ควบคุม

ครีมกันแดดที่อ้างว่ากันน้ำ หรือกันเหงื่อ ไม่ได้หมายความว่ามันจะกันได้ตลอด เมื่อเหงื่อออก ลงน้ำ หรืออะไรก็ตาม สารเคมีที่เป็นตัวกันแดดจะเสื่อมลง หลายๆ ครั้ง มันก็ยังเหนียวหนึบติดผิวเราอยู่ คือ พอถูกน้ำประสิทธิภาพในการกันแดดจะลดลง โดยส่วยมากแล้ว คำว่า Waterproof หรือ Water Resistant จะทนน้ำได้ไม่เกิน 60 นาที ก็เสื่อมแล้ว ส่วน Very Water Resistant จะอยู่ได้ไม่เกิน 80 นาทีแค่นี้เอง

ดังนั้นเพื่อให้เราสามารถปกป้องผิวจากรังสียูวีที่จ้องจะทำร้ายผิวเรา ก็ควรเลือกครีมกันแดดที่สามารถป้องกันและกรองรังสียูวีอย่างมีประสิทธิภาพที่สุดเท่าที่เราหาได้ค่ะ

เอกสารอ้างอิง เนื้อหาและรูปภาพประกอบ
- วิธีอ่านค่า SPF-PA ของครีมกันแดด  04/19/2012
เข้าถึงข้อมูลได้จาก: https://muyaa.wordpress.com/2012/04/19/วิธีอ่านค่า-B2-spf-pa-ของครีมกัน/

วันพุธที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2558

ครีมกันแดด การปกป้องผิวจากภัยแดดอย่างถูกวิธี


ที่มารูปภาพ:http://board.postjung.com/772911.html
ครีมกันแดด การปกป้องผิวจากภัยแดดอย่างถูกวิธี
     จากสภาพอากาศที่ร้อนขึ้นเรื่อย ๆ อันเนื่องมาจากชั้นบรรยากาศที่ทำหน้าที่กรองรังสีอัลตราไวโอเลต (UV) ค่อยๆถูกทำลายลง จนทำให้รังสียูวีเอ และรังสียูวีบี ที่มีอยู่ในแสงแดดตกลงมากระทบถึงพื้นผิวโลก ส่งผลให้ผิว ของเรา เกิดริ้วรอยเหี่ยวย่น ฝ้า กระ ผิวไหม้ แสบแดง ผิวหนังอักเสบ ไปจนถึงมะเร็งผิวหนัง
      ในปัจจุบันผลิตภัณฑ์ครีมกันแดดมีการผลิตออกมามากมายเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภค จนในบางครั้งอาจทำให้ผู้บริโภคเกิดความสับสนในการเลือกซื้อเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ อย่างคำว่า sunscreen และ sunblock ที่ระบุอยู่บนฉลากผลิตภัณฑ์ ทั้ง 2 คำนี้อาจทำให้ผู้บริโภคเกิดความสงสัยว่า มีความแตกต่างกันอย่างไร และชนิดไหนให้ผลดีกว่ากัน ซึ่งในความเป็นจริง 2 คำนี้ใช้เรียกแทนกันได้ในการตั้งชื่อผลิตภัณฑ์ของผู้ผลิต เพียงแต่ sunscreen (Chemical Suncreen) คือ ผลิตภัณฑ์ที่มีสารป้องกันแสงแดดเป็นส่วนผสม อาจแสดงค่าการป้องกันแสงเป็นค่า SPF (Sun Protection Factor) มีคุณสมบัติช่วยปกป้องผิวหนังจากแสงแดดได้ด้วยการดูดซับรังสี UV และควรทาก่อนถูกแสงแดดเป็นเวลา 30 นาที เนื่องจากต้องการเวลาในการเกิดปฏิกิริยาเคมี ส่วน sunblock (Physical Sunscreen) เป็นคำที่ใช้กับผลิตภัณฑ์ที่มีลักษณะทึบแสงมาก ๆ และมีความข้นหนืดสูง มีคุณสมบัติปกป้องผิวด้วยการช่วยสะท้อนหรือกระจายแสง UV ออกจากผิว ไม่ให้แสง UV ผ่านเข้าชั้นผิวหนังได้  ทีนี้มาดูลักษณะของครีมกันแดดที่ดีกัน…. 
     ครีมกันแดดที่ดีควรป้องกันได้ทั้ง UVA และ UVB และต้องมีส่วนผสมของสารที่ทำหน้าที่ป้องกันแสง เช่น benzophenones, oxybenzone, sulisobenzone, titanium dioxide, zinc oxide เป็นต้น รวมทั้งควรมีคุณสมบัติในการดูดซับรังสียูวีได้ดี หรือมากที่สุดเท่าที่จะ มากได้ ต้องละลายน้ำได้น้อย หรือไม่ละลายเลย ไม่ถูกชำระล้างด้วยเหงื่อ และต้องไม่เป็นพิษ ไม่ระคายเคือง ไม่กระตุ้นภูมิแพ้ ไม่ก่อให้เกิดสิว เมื่อทาแล้วต้องไม่เหนียวเหนอะหนะ ไม่แสบ ไม่เป็นตะกอนอยู่บนผิว และ แห้งเร็ว ที่สำคัญคือ ต้องแน่ใจว่าครีมกันแดดที่ทานั้นยังไม่หมดอายุ ซึ่งโดยทั่วไปจะมีอายุไม่เกิน 2 ปี เป็นอย่างมาก  สำหรับการเลือกซื้อครีมกันแดดอย่างถูกวิธี คือ
     1. ฉลากผลิตภัณฑ์จะต้องเป็นภาษาไทย แสดงชื่อและประเภทของผลิตภัณฑ์ ชื่อและปริมาณ ส่วนประกอบสำคัญ ชื่อที่ตั้งของผู้ผลิตหรือผู้นำเข้า เลขที่แสดงครั้งที่ผลิต วันเดือนปีที่ผลิต วิธีใช้ ปริมาณสุทธิ และคำเตือน
      2. ควรพิจารณาเลือกซื้อครีมกันแดดที่มีสารกรองแสงรังสีทั้งยูวีเอและยูวีบีเป็นองค์ประกอบ เพื่อป้องกันการเกิดริ้วรอย และปกป้องไม่ให้ผิวดำคล้ำหรือเกิดการอักเสบจากการถูกแดดเผาได้
     3. ควรเลือกซื้อครีมกันแดดบอกค่าป้องกันแสงแดด (SPF- Sun Protection Factor)  เช่น SPF 12, 15 หรือ 30 เป็นต้น และควรเลือกใช้ตามความเหมาะสม เช่น ถ้าต้องทำงานนอกสถานที่หรือต้องได้รับแสงแดดจัดเป็นเวลานาน ควรเลือกซื้อค่าที่สูง เช่น SPF 15 หรือมากกว่านั้น
     4. กรณีต้องการป้องกันแสงแดดขณะว่ายน้ำควรเลือกชนิดที่กันน้ำ (Water resistance) ถ้าใช้ขณะอากาศร้อนมากเหงื่อออกง่าย หรือป้องกันแสงแดดเมื่อเล่นกีฬา ควรเลือกชนิดทนต่อเหงื่อ  (Sweat resistance)
     5. ควรทดสอบการแพ้ก่อนใช้ครีมกันแดด โดยทาผลิตภัณฑ์ครีมกันแดดนั้น ๆ ในปริมาณเล็กน้อยที่ท้องแขน แล้วทิ้งไว้ 24-48 ชั่วโมง หากไม่มีความผิดปกติใด ๆ แสดงว่าใช้ได้  อย่างไรก็ตาม การใช้ครีมกันแดดเป็นวิธีหนึ่งที่ช่วยปกป้องผิวจากแสงแดด แต่ทางที่ดีควรหลีกเลี่ยงแสงแดดในช่วงเวลาแดดจัด ๆ โดยเฉพาะช่วงเวลา 10.00-16.00 น. และควรทาครีมก่อนออกแดดอย่างน้อย 30 นาที เพื่อให้เนื้อครีมเคลือบติดที่ผิวได้ดี สำหรับผู้ที่ต้องทำกิจกรรมกลางแจ้งเป็นเวลานาน ๆ แนะนำให้ทาซ้ำทุก 2 – 3 ชั่วโมง เพื่อประสิทธิภาพที่ดีในการปกป้องผิวจากแสงแดด

ที่มารูปภาพ: https://muyaa.wordpress.com/2012/04/19/วิธีอ่านค่า-B2-spf-pa-ของครีมกัน/


เอกสารอ้างอิง : 
- สารพันคำถามเรื่อง ยา สมุนไพร อาหาร เครื่องสำอาง ตอบโดย เภสัชกร : คำถามที่ 26. คำว่า sunscreen กับ     sunblock ที่ผลิตภัณฑ์กันแดด ต่างกันอย่างไร อะไรให้ผลดีกว่ากัน - ครบเครื่องเรื่องครีมกันแดด  เข้าถึงข้อมูลได้จาก :  http://guru.sanook.com/pedia/topic/%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%9A%E0%B9%8... 
- เภสัชกรแนะวิธีเลือกครีมกันแดด ควรเลือกค่า SPF ให้เหมาะสม และสามารถป้องกันได้ทั้ง UV-A และ UV-B   ในแสงแดดจะมีรังสีทั้ง 2 ชนิดนี้ เข้าถึงข้อมูลได้จาก :   http://www.thaihealth.or.th/healthcontent/article/21976
-หมวด: ส่งเสริม/ป้องกัน เผยแพร่เมื่อ วันอังคาร, 17 เมษายน 2555 09:30เขียนโดย Super User รู้จักครีมกันแดด เพื่อการปกป้องผิวจากภัยแดดอย่างถูกวิธี  เข้าถึงข้อมูลได้จาก :http://healthy.moph.go.th/index.php/78-2012-03-26-04-16-18/86-2012-04-17-02-30-35

วันอาทิตย์ที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2558

วิธีหยอดตาที่ถูกต้อง เปลี่ยนซะ ความเคยชินที่ทำผิดประจำ




    วิธีหยอดตาที่ถูกต้องเป็นอย่างไร มาดูแล้วเปลี่ยนพฤติกรรมกันเถอะ

              ใครคิดว่าการหยอดตาไม่เห็นยาก ก็แค่หยดยาลงบนกลางลูกตา แล้วกะพริบตาหลาย ๆ ครั้ง เท่านี้ก็เสร็จแล้ว นี่ล่ะวิธีการหยอดตาแบบเคยชินที่คนทำผิดประจำ แบบนี้ต้องเปลี่ยนพฤติกรรมหน่อยแล้ว

              มีคนจำนวนไม่น้อยเลยที่เข้าใจว่า เราสามารถหยอดตาพร้อมกันได้หลาย ๆ ชนิด และเมื่อหยอดเสร็จแล้วก็ให้กะพริบตาหลาย ๆ ครั้ง เพราะเข้าใจว่าจะช่วยให้ยาซึมผ่านเข้าไปได้เร็ว แต่ขอบอกว่าใครที่ทำแบบนี้จนเคยชินอยู่ต้องเปลี่ยนวิธีการหยอดตาเสียใหม่ได้แล้วค่ะ เพราะนี่เป็นวิธีที่ผิด ซึ่งอาจทำให้ยาออกฤทธิ์ไม่ดีเท่าที่ควร แล้วอาการเจ็บป่วยที่เกิดขึ้นกับดวงตาก็ไม่หายเสียทีด้วย เผลอ ๆ ติดเชื้อมากขึ้นกว่าเดิมอีกต่างหาก 

              เช่นนี้แล้ว ราชวิทยาลัยจักษุแพทย์แห่งประเทศไทย และโรงพยาบาลราชวิถี กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ก็เลยจัดทำคลิปวิดีโอแอมิเนชั่น สอนวิธีการใช้ยาหยอดตาที่ถูกต้อง พร้อมให้คำแนะนำต่าง ๆ ที่คนจำเป็นต้องใช้ยาหยอดตาควรรู้ไว้เลย จะได้ไม่หยอดตากันแบบผิด ๆ อีกต่อไปค่ะ ลองมาดูกัน

    ขั้นตอนการใช้ยาหยอดตาที่ถูกต้อง



               1. ล้างมือให้สะอาด แล้วเช็ดให้แห้ง



              2. อยู่ในท่านั่งหรือยืนที่ถนัด หากอยู่ในสถานที่ที่สะดวก จะนอนก็ได้ แล้วแหงนหน้าขึ้น



               3. ระวัง อย่าให้นิ้วมือสัมผัสกับปลายจุกขวดยา



              4. ใช้นิ้วมือข้างหนึ่งดึงหนังตาล่างลง ให้เกิดกระพุ้ง



               5. ใช้มือข้างที่ถนัดถือขวดยาหยอดตา วางมือข้างที่ถือขวดยาบนมือที่เปิดตา เพื่อกะตำแหน่ของกระพุ้งตาได้อย่างถูกต้อง



              6. เหลือบตาขึ้นด้านบน แล้วบีบยา 1 หยดเบา ๆ ลงในกระพุ้งตา ระวัง อย่าให้ปลายขวดยาสัมผัสกับขนตา หรือส่วนอื่นของคนตา



              7. การหยอดตาเพียง 1 หยดนั้นเพียงพอแล้ว การหยอดตามากกว่า 1 หยด ไม่มีประโยชน์เพิ่มขึ้น และเป็นการสิ้นเปลือง


               8. หลับตาประมาณ 2-3 นาที เพื่อให้ยาออกฤทธิ์ได้ดีขึ้น




    ข้อควรระวัง !

              --หากต้องใช้ยาหยอดตา 2 ชนิด หลังจากหยอดยาชนิดแรก ให้เว้นระยะประมาณ 5-10 นาที จึงหยอดยาชนิดที่ 2 เพราะหากหยอดพร้อมกันจะทำให้ฤทธิ์ของยาเจือจาง

              -- หลังจากเปิดขวดยาหยอดตาจะมีอายุการใช้งาน 1 เดือน

              -- ไม่ควรเปิดขวดยาทิ้งไว้ ใช้เสร็จปิดทันที

              -- ไม่ควรวางขวดยาหยอดตาไว้ในที่แดดส่อง หรือที่ร้อน

              เห็นไหมว่าไม่ยากเลย ขอแค่ใส่ใจกับการหยอดตาสักนิด เพื่อสุขภาพดวงตาที่ดี ใครที่เคยใช้วิธีหยอดตาแบบผิด ๆ มาตลอด ก็นำเทคนิคดี ๆ จากราชวิทยาลัยจักษุแพทย์แห่งประเทศไทย ไปทำตามกันนะคะ



    คลิป วิธีหยอดตาที่ถูกต้อง โดยราชวิทยาลัยจักษุแพทย์แห่งประเทศไทย โพสต์โดย ราชวิทยาลัยจักษุแพทย์แห่งประเทศไทย The Royal College of Ophthalmologists of Thailand สมาชิกเว็บไซต์ยูทูบดอทคอม



    ที่มาข้อมูล http://health.kapook.com/view109535.htm
      เรียบเรียงข้อมูลโดย  กระปุกดอทคอม
      ขอขอบคุณภาพประกอบจาก ราชวิทยาลัยจักษุแพทย์แห่งประเทศไทย