วันพฤหัสบดีที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2558

อ่านค่า SPF-PA ของครีมกันแดด

ที่มารูปภาพ: http://topicstock.pantip.com/wahkor/topicstock/2012/10/X12779555/X12779555.html

อ่านค่า SPF-PA ของครีมกันแดด

เพื่อการปกป้องผิวจากแสงแดด เราไม่ควรละเลยการทาครีมกันแดด โดยควรเลือกผลิตภัณฑ์ชนิดที่ปกป้องผิวจาก UVA และ UVB

สังเกตได้จาก ค่า PA ที่มีคุณสมบัติปกป้องผิวจาก UVA ส่วน ค่า SPF จะป้องกัน UVB

แต่ทั้งค่า PA และ SPF ต่างก็มีแยกย่อยออกเป็นหลายชนิด และความแตกต่างนั้นบ่งบอกถึงประสิทธิภาพที่ต่างกัน เริ่มจาก ค่า PA ที่มักจะมีให้เห็น อาทิ PA+, PA++, PA+++


สำหรับความหมายของ + ที่ติดมากับค่า PA คือความสามารถปกป้องผิวจากยูวีเอ แบบเท่าตัว กล่าวคือ เครื่องหมายบวกเดียว เท่ากับการป้องกันยูวีเอ 2 เท่า เครื่องหมายบวกสองตัว คือ ปกป้อง 4 เท่า และสามบวก คือ ป้องกันยูวีเอ 8 เท่า

รังสียูวีมี 2 ประเภท คือ UVA และ UVB ขออธิบายให้เห็นความแตกต่างของรังสีทั้ง 2 ประเภทอย่างง่ายๆ ว่า;
UVA เป็นรังสียูวีที่ตกกระทบมายังโลกมากถึง 90% และรังสี UVA นี่เองที่เป็นสาหตุของการเกิดฝ้า กระ จุดด่างดำ และริ้วรอย 
ส่วน UVB นั้นเป็นรังสีความถี่สั้นจึงทำร้ายผิวได้เพียงผิวชั้นนอกเท่านั้น รังสี UVB ทำให้ผิวหมองคล้ำ และแสบแดง

คราวนี้เราทำความรู้จักกับ SPF และ PA กันดีกว่าค่ะ…เริ่มจากการอ่านค่า PA ก่อนเลยนะคะ ปกติเราจะเห็นคำว่า PA+, PA++ และ PA+++ ระบุอยู่ที่ผลิตภัณฑ์ป้องกันแดด…ความหมายของ ‘+’ ที่ติดมากับค่า PA หมายถึงความสามารถในการปกป้องผิวจากยูวีเอแบบเท่าตัว พูดง่ายๆ คือเครื่องหมายบวกตัวเดียวจะเท่ากับการป้องกันยูวีเอ 2 เท่า, เครื่องหมายบวกสองตัว หมายถึงการป้องกันยูวีเอ 4 เท่า (2 x 2) และเครื่องหมายบวกสามตัว หมายถึงการป้องกันยูวีเอ 8 เท่า (2 x 2 = 4 x 2 =…)



มาต่อกันที่ SPF บ้าง….SPF ย่อมาจากคำว่า Sun Protection Factor ส่วนค่า SPF ที่มีตัวเลขต่อท้าย อาทิ SPF10, SPF15, SPF 60 นั้นสามารถนำมาคำนวณระยะเวลาในการปกป้องผิวจากยูวีบี โดยนำตัวเลขส่วนท้ายคูณด้วย 10* ผลลัพธ์ที่ได้หมายถึงจำนวนนาทีที่ครีมกันแดดชนิดนั้นจะป้องกันยูวีบีได้ เช่น SPF10 นำ 10×10 เท่ากับ 100 นาที

*ตัวเลขที่จะใช้คูณนั้นแต่ละคนไม่เท่ากันนะคะ ให้สังเกตุตัวเองว่าเราอยู่กลางแดดได้กี่นาทีแล้วไม่รู้สึกแสบค่ะ เราเองเป็นคนผิวค่อนข้างขาว และเป็นกระง่าย
อยู่กลางแดดได้ประมาณ 10 นาที ก็รู้สึกแสบและแดงแล้ว

หากต้องการคำนวณประสิทธิภาพในการกรอง UVB จากค่า SPF ก็สามารถทำได้เช่นกัน โดยใช้สูตร (1/SPF)*100% ผลลัพธ์ที่ได้คือประสิทธิภาพในการกรอง UVB เช่น SPF40 คำนวณโดย (1/40)*100% = 2.50 หมายถึงครีมตัวนี้ปกป้องยอมให้ UVB ผ่านมายังผิวเรา 2.50% หรืออาจพูดได้ว่าครีมตัวนี้ป้องกัน UVB ได้ 97.50% (100% – 2.50%) นั่นเอง

ตารางข้างล่างนี้เป็นชื่อของส่วนผสมที่มีความสามารถในการกรองรังสี UVA & UVB ซึ่งองค์การอาหารและยาของประเทศสหรัฐอเมริกา หรือ FDA (Food and Drug Administration) อนุญาตให้ใส่ลงในเครื่องสำอางและสกินแคร์ต่างๆได้ (source: wikipedia)


สำหรับการทากันแดดให้ได้ประสิทธิภาพสูงสุดนั่นก็คือ

Physical กับ Chemical Sun-screen
Physicalหรือครีมกันแดดชนิดกายภาพ เป็นสารที่ช่วยสะท้อนแสงออกไป ซึ่งอาจจะทำให้ดูขาววอก ส่วน Chemical Sun-screen จะทำการดูดซับรังสี UV แทนผิว แต่ส่วนใหญ่ จะเป็นสารควบคุมให้ใช้ในปริมาณที่จำกัด ตามกฏหมวยเครื่องสำอางค์ควบคุม

ครีมกันแดดที่อ้างว่ากันน้ำ หรือกันเหงื่อ ไม่ได้หมายความว่ามันจะกันได้ตลอด เมื่อเหงื่อออก ลงน้ำ หรืออะไรก็ตาม สารเคมีที่เป็นตัวกันแดดจะเสื่อมลง หลายๆ ครั้ง มันก็ยังเหนียวหนึบติดผิวเราอยู่ คือ พอถูกน้ำประสิทธิภาพในการกันแดดจะลดลง โดยส่วยมากแล้ว คำว่า Waterproof หรือ Water Resistant จะทนน้ำได้ไม่เกิน 60 นาที ก็เสื่อมแล้ว ส่วน Very Water Resistant จะอยู่ได้ไม่เกิน 80 นาทีแค่นี้เอง

ดังนั้นเพื่อให้เราสามารถปกป้องผิวจากรังสียูวีที่จ้องจะทำร้ายผิวเรา ก็ควรเลือกครีมกันแดดที่สามารถป้องกันและกรองรังสียูวีอย่างมีประสิทธิภาพที่สุดเท่าที่เราหาได้ค่ะ

เอกสารอ้างอิง เนื้อหาและรูปภาพประกอบ
- วิธีอ่านค่า SPF-PA ของครีมกันแดด  04/19/2012
เข้าถึงข้อมูลได้จาก: https://muyaa.wordpress.com/2012/04/19/วิธีอ่านค่า-B2-spf-pa-ของครีมกัน/

วันพุธที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2558

ครีมกันแดด การปกป้องผิวจากภัยแดดอย่างถูกวิธี


ที่มารูปภาพ:http://board.postjung.com/772911.html
ครีมกันแดด การปกป้องผิวจากภัยแดดอย่างถูกวิธี
     จากสภาพอากาศที่ร้อนขึ้นเรื่อย ๆ อันเนื่องมาจากชั้นบรรยากาศที่ทำหน้าที่กรองรังสีอัลตราไวโอเลต (UV) ค่อยๆถูกทำลายลง จนทำให้รังสียูวีเอ และรังสียูวีบี ที่มีอยู่ในแสงแดดตกลงมากระทบถึงพื้นผิวโลก ส่งผลให้ผิว ของเรา เกิดริ้วรอยเหี่ยวย่น ฝ้า กระ ผิวไหม้ แสบแดง ผิวหนังอักเสบ ไปจนถึงมะเร็งผิวหนัง
      ในปัจจุบันผลิตภัณฑ์ครีมกันแดดมีการผลิตออกมามากมายเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภค จนในบางครั้งอาจทำให้ผู้บริโภคเกิดความสับสนในการเลือกซื้อเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ อย่างคำว่า sunscreen และ sunblock ที่ระบุอยู่บนฉลากผลิตภัณฑ์ ทั้ง 2 คำนี้อาจทำให้ผู้บริโภคเกิดความสงสัยว่า มีความแตกต่างกันอย่างไร และชนิดไหนให้ผลดีกว่ากัน ซึ่งในความเป็นจริง 2 คำนี้ใช้เรียกแทนกันได้ในการตั้งชื่อผลิตภัณฑ์ของผู้ผลิต เพียงแต่ sunscreen (Chemical Suncreen) คือ ผลิตภัณฑ์ที่มีสารป้องกันแสงแดดเป็นส่วนผสม อาจแสดงค่าการป้องกันแสงเป็นค่า SPF (Sun Protection Factor) มีคุณสมบัติช่วยปกป้องผิวหนังจากแสงแดดได้ด้วยการดูดซับรังสี UV และควรทาก่อนถูกแสงแดดเป็นเวลา 30 นาที เนื่องจากต้องการเวลาในการเกิดปฏิกิริยาเคมี ส่วน sunblock (Physical Sunscreen) เป็นคำที่ใช้กับผลิตภัณฑ์ที่มีลักษณะทึบแสงมาก ๆ และมีความข้นหนืดสูง มีคุณสมบัติปกป้องผิวด้วยการช่วยสะท้อนหรือกระจายแสง UV ออกจากผิว ไม่ให้แสง UV ผ่านเข้าชั้นผิวหนังได้  ทีนี้มาดูลักษณะของครีมกันแดดที่ดีกัน…. 
     ครีมกันแดดที่ดีควรป้องกันได้ทั้ง UVA และ UVB และต้องมีส่วนผสมของสารที่ทำหน้าที่ป้องกันแสง เช่น benzophenones, oxybenzone, sulisobenzone, titanium dioxide, zinc oxide เป็นต้น รวมทั้งควรมีคุณสมบัติในการดูดซับรังสียูวีได้ดี หรือมากที่สุดเท่าที่จะ มากได้ ต้องละลายน้ำได้น้อย หรือไม่ละลายเลย ไม่ถูกชำระล้างด้วยเหงื่อ และต้องไม่เป็นพิษ ไม่ระคายเคือง ไม่กระตุ้นภูมิแพ้ ไม่ก่อให้เกิดสิว เมื่อทาแล้วต้องไม่เหนียวเหนอะหนะ ไม่แสบ ไม่เป็นตะกอนอยู่บนผิว และ แห้งเร็ว ที่สำคัญคือ ต้องแน่ใจว่าครีมกันแดดที่ทานั้นยังไม่หมดอายุ ซึ่งโดยทั่วไปจะมีอายุไม่เกิน 2 ปี เป็นอย่างมาก  สำหรับการเลือกซื้อครีมกันแดดอย่างถูกวิธี คือ
     1. ฉลากผลิตภัณฑ์จะต้องเป็นภาษาไทย แสดงชื่อและประเภทของผลิตภัณฑ์ ชื่อและปริมาณ ส่วนประกอบสำคัญ ชื่อที่ตั้งของผู้ผลิตหรือผู้นำเข้า เลขที่แสดงครั้งที่ผลิต วันเดือนปีที่ผลิต วิธีใช้ ปริมาณสุทธิ และคำเตือน
      2. ควรพิจารณาเลือกซื้อครีมกันแดดที่มีสารกรองแสงรังสีทั้งยูวีเอและยูวีบีเป็นองค์ประกอบ เพื่อป้องกันการเกิดริ้วรอย และปกป้องไม่ให้ผิวดำคล้ำหรือเกิดการอักเสบจากการถูกแดดเผาได้
     3. ควรเลือกซื้อครีมกันแดดบอกค่าป้องกันแสงแดด (SPF- Sun Protection Factor)  เช่น SPF 12, 15 หรือ 30 เป็นต้น และควรเลือกใช้ตามความเหมาะสม เช่น ถ้าต้องทำงานนอกสถานที่หรือต้องได้รับแสงแดดจัดเป็นเวลานาน ควรเลือกซื้อค่าที่สูง เช่น SPF 15 หรือมากกว่านั้น
     4. กรณีต้องการป้องกันแสงแดดขณะว่ายน้ำควรเลือกชนิดที่กันน้ำ (Water resistance) ถ้าใช้ขณะอากาศร้อนมากเหงื่อออกง่าย หรือป้องกันแสงแดดเมื่อเล่นกีฬา ควรเลือกชนิดทนต่อเหงื่อ  (Sweat resistance)
     5. ควรทดสอบการแพ้ก่อนใช้ครีมกันแดด โดยทาผลิตภัณฑ์ครีมกันแดดนั้น ๆ ในปริมาณเล็กน้อยที่ท้องแขน แล้วทิ้งไว้ 24-48 ชั่วโมง หากไม่มีความผิดปกติใด ๆ แสดงว่าใช้ได้  อย่างไรก็ตาม การใช้ครีมกันแดดเป็นวิธีหนึ่งที่ช่วยปกป้องผิวจากแสงแดด แต่ทางที่ดีควรหลีกเลี่ยงแสงแดดในช่วงเวลาแดดจัด ๆ โดยเฉพาะช่วงเวลา 10.00-16.00 น. และควรทาครีมก่อนออกแดดอย่างน้อย 30 นาที เพื่อให้เนื้อครีมเคลือบติดที่ผิวได้ดี สำหรับผู้ที่ต้องทำกิจกรรมกลางแจ้งเป็นเวลานาน ๆ แนะนำให้ทาซ้ำทุก 2 – 3 ชั่วโมง เพื่อประสิทธิภาพที่ดีในการปกป้องผิวจากแสงแดด

ที่มารูปภาพ: https://muyaa.wordpress.com/2012/04/19/วิธีอ่านค่า-B2-spf-pa-ของครีมกัน/


เอกสารอ้างอิง : 
- สารพันคำถามเรื่อง ยา สมุนไพร อาหาร เครื่องสำอาง ตอบโดย เภสัชกร : คำถามที่ 26. คำว่า sunscreen กับ     sunblock ที่ผลิตภัณฑ์กันแดด ต่างกันอย่างไร อะไรให้ผลดีกว่ากัน - ครบเครื่องเรื่องครีมกันแดด  เข้าถึงข้อมูลได้จาก :  http://guru.sanook.com/pedia/topic/%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%9A%E0%B9%8... 
- เภสัชกรแนะวิธีเลือกครีมกันแดด ควรเลือกค่า SPF ให้เหมาะสม และสามารถป้องกันได้ทั้ง UV-A และ UV-B   ในแสงแดดจะมีรังสีทั้ง 2 ชนิดนี้ เข้าถึงข้อมูลได้จาก :   http://www.thaihealth.or.th/healthcontent/article/21976
-หมวด: ส่งเสริม/ป้องกัน เผยแพร่เมื่อ วันอังคาร, 17 เมษายน 2555 09:30เขียนโดย Super User รู้จักครีมกันแดด เพื่อการปกป้องผิวจากภัยแดดอย่างถูกวิธี  เข้าถึงข้อมูลได้จาก :http://healthy.moph.go.th/index.php/78-2012-03-26-04-16-18/86-2012-04-17-02-30-35

วันอาทิตย์ที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2558

วิธีหยอดตาที่ถูกต้อง เปลี่ยนซะ ความเคยชินที่ทำผิดประจำ




    วิธีหยอดตาที่ถูกต้องเป็นอย่างไร มาดูแล้วเปลี่ยนพฤติกรรมกันเถอะ

              ใครคิดว่าการหยอดตาไม่เห็นยาก ก็แค่หยดยาลงบนกลางลูกตา แล้วกะพริบตาหลาย ๆ ครั้ง เท่านี้ก็เสร็จแล้ว นี่ล่ะวิธีการหยอดตาแบบเคยชินที่คนทำผิดประจำ แบบนี้ต้องเปลี่ยนพฤติกรรมหน่อยแล้ว

              มีคนจำนวนไม่น้อยเลยที่เข้าใจว่า เราสามารถหยอดตาพร้อมกันได้หลาย ๆ ชนิด และเมื่อหยอดเสร็จแล้วก็ให้กะพริบตาหลาย ๆ ครั้ง เพราะเข้าใจว่าจะช่วยให้ยาซึมผ่านเข้าไปได้เร็ว แต่ขอบอกว่าใครที่ทำแบบนี้จนเคยชินอยู่ต้องเปลี่ยนวิธีการหยอดตาเสียใหม่ได้แล้วค่ะ เพราะนี่เป็นวิธีที่ผิด ซึ่งอาจทำให้ยาออกฤทธิ์ไม่ดีเท่าที่ควร แล้วอาการเจ็บป่วยที่เกิดขึ้นกับดวงตาก็ไม่หายเสียทีด้วย เผลอ ๆ ติดเชื้อมากขึ้นกว่าเดิมอีกต่างหาก 

              เช่นนี้แล้ว ราชวิทยาลัยจักษุแพทย์แห่งประเทศไทย และโรงพยาบาลราชวิถี กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ก็เลยจัดทำคลิปวิดีโอแอมิเนชั่น สอนวิธีการใช้ยาหยอดตาที่ถูกต้อง พร้อมให้คำแนะนำต่าง ๆ ที่คนจำเป็นต้องใช้ยาหยอดตาควรรู้ไว้เลย จะได้ไม่หยอดตากันแบบผิด ๆ อีกต่อไปค่ะ ลองมาดูกัน

    ขั้นตอนการใช้ยาหยอดตาที่ถูกต้อง



               1. ล้างมือให้สะอาด แล้วเช็ดให้แห้ง



              2. อยู่ในท่านั่งหรือยืนที่ถนัด หากอยู่ในสถานที่ที่สะดวก จะนอนก็ได้ แล้วแหงนหน้าขึ้น



               3. ระวัง อย่าให้นิ้วมือสัมผัสกับปลายจุกขวดยา



              4. ใช้นิ้วมือข้างหนึ่งดึงหนังตาล่างลง ให้เกิดกระพุ้ง



               5. ใช้มือข้างที่ถนัดถือขวดยาหยอดตา วางมือข้างที่ถือขวดยาบนมือที่เปิดตา เพื่อกะตำแหน่ของกระพุ้งตาได้อย่างถูกต้อง



              6. เหลือบตาขึ้นด้านบน แล้วบีบยา 1 หยดเบา ๆ ลงในกระพุ้งตา ระวัง อย่าให้ปลายขวดยาสัมผัสกับขนตา หรือส่วนอื่นของคนตา



              7. การหยอดตาเพียง 1 หยดนั้นเพียงพอแล้ว การหยอดตามากกว่า 1 หยด ไม่มีประโยชน์เพิ่มขึ้น และเป็นการสิ้นเปลือง


               8. หลับตาประมาณ 2-3 นาที เพื่อให้ยาออกฤทธิ์ได้ดีขึ้น




    ข้อควรระวัง !

              --หากต้องใช้ยาหยอดตา 2 ชนิด หลังจากหยอดยาชนิดแรก ให้เว้นระยะประมาณ 5-10 นาที จึงหยอดยาชนิดที่ 2 เพราะหากหยอดพร้อมกันจะทำให้ฤทธิ์ของยาเจือจาง

              -- หลังจากเปิดขวดยาหยอดตาจะมีอายุการใช้งาน 1 เดือน

              -- ไม่ควรเปิดขวดยาทิ้งไว้ ใช้เสร็จปิดทันที

              -- ไม่ควรวางขวดยาหยอดตาไว้ในที่แดดส่อง หรือที่ร้อน

              เห็นไหมว่าไม่ยากเลย ขอแค่ใส่ใจกับการหยอดตาสักนิด เพื่อสุขภาพดวงตาที่ดี ใครที่เคยใช้วิธีหยอดตาแบบผิด ๆ มาตลอด ก็นำเทคนิคดี ๆ จากราชวิทยาลัยจักษุแพทย์แห่งประเทศไทย ไปทำตามกันนะคะ



    คลิป วิธีหยอดตาที่ถูกต้อง โดยราชวิทยาลัยจักษุแพทย์แห่งประเทศไทย โพสต์โดย ราชวิทยาลัยจักษุแพทย์แห่งประเทศไทย The Royal College of Ophthalmologists of Thailand สมาชิกเว็บไซต์ยูทูบดอทคอม



    ที่มาข้อมูล http://health.kapook.com/view109535.htm
      เรียบเรียงข้อมูลโดย  กระปุกดอทคอม
      ขอขอบคุณภาพประกอบจาก ราชวิทยาลัยจักษุแพทย์แห่งประเทศไทย 


วันจันทร์ที่ 5 มกราคม พ.ศ. 2558

โรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบ


 


โรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบ
สมองของคนจะมีเยื่อหุ้มสมองอยู่ 3 ชั้น เรียกว่า Mininges และมีน้ำไขสันหลังอยู่กลาง การอักเสบของเยื่อหุ้มสมองเรียกโรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบ Meningitis สาเหตุส่วนใหญ่เกิดจากเชื้อไวรัส และเชื้อแบคทีเรีย เนื่องจากเชื้อไวรัสเป็นแล้วไม่รุนแรง แต่เชื้อแบคทีเรียเป็นแล้วรุนแรง

เชื้อไวรัสที่เป็นสาเหตุสามารถติดต่อจากคนหนึ่งไปสู่อีกคนหนึ่งได้โดยผ่านทางเสมหะ และน้ำมูก แต่คนที่ได้รับเชื้อส่วนใหญ่ไม่เกิดโรค
สำหรับเชื้อแบคทีเรียที่เป็นสาเหตุขึ้นกับอายุ
  • ในทารกแรกเกิดเชื้อที่เป็นสาเหตุส่วนใหญ่ได้แก่เชื้อ Group B streptococci, Listeria, or Escherichia coli
  • เด็กอายุ 2-12 ปีเชื้อที่เป็นสาเหตุได้แก่ Neisseria meningitidis and Streptococcus pneumoniae, Haemophilus influenzae
เชื้อแบคทีเรียบางชนิดหากได้รับจะมีโอกาศติดเชื้อเยื่อหุ้มสมองอักเสบได้ เช่นเชื้อ Neisseria meningitidis หรือไข้กาฬหลังแอ่น มักจะพบระบาดในสถานรับเลี้ยงเด็ก สำหรับเชื้อ Haemophilus influenzae สามารถป้องกันได้โดยการฉีดวัคซีน Hib vaccine
อาการของโรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบ
ผู้ป่วยมักจะมีไข้สูง ปวดศีรษะ คอแข็งเป็นอาการที่สำคัญ บางรายอาจจะมีอาการซึมลง คลื่นไส้อาเจียน บางรายอาจจะมีผื่น ร่ยที่เป็นมากจะมีความดันโลหิตต่ำหรือโลหิตเป็นพิษ
การตรวจวินิจฉัย
หากประวัติการเจ็บป่วย และการตรวจร่างกายเข้าได้กับโรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบแพทย์จะทำการตรวจ
  • เจาะเลือดตรวจความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด CBC
  • บางรายอาจจะเจาะหาระดับเกลือแร่ในเลือด
  • แพทย์จะเจาะนำเอาน้ำไขสันหลัง (spinal tap,lumbar puncture ) เพื่อนำน้ำไขสันหลังไปตรวจและเพาะเชื้อ
  • แพทย์บางรายอาจจสั่งตรวจ computer scan





   การรักษา
  • ถ้าเป็นเชื้อไวรัสแพทย์จะให้พัก และให้น้ำเกลือ
  • ถ้าเป็นเชื้อแบคทีเรียแพทย์จะให้ยาปฏิชีวนะที่เหมาะสม
การรักษาใช้เวลานานแค่ไหน
  • ผู้ป่วยที่เยื่อหุ้มสมองอักเสบจากเชื้อแบคทีเรียอาจจะต้องให้ยาฉีด 10-14 วัน หลังจากหายจะต้องเฝ้าระวังโรคแทรกซ้อน เช่น หูหนวก ชัก หรือตาบอด
การป้องกัน
เชื้อส่วนใหญ่ไม่สามารถป้องกันได้ แต่มีเชื้อบางชนิดสามารถป้องกันได้
  • ป้องกันเชื้อ Haemophilus influenzae โดยการฉีดวัคซีน Hib vaccine
  • คนที่สัมผัสกับคนที่ป่วยด้วยโรคไข้กาฬหลังแอ่น ให้รับประทานยาป้องกันการติดเชื้อ
  • วัคซีนป้องกันเชื้อปอดบวม pneumococcus สามารถป้องกันเยื่อหุ้มสมองอักเสบในผู้ใหญ่ แต่ไม่สามารถป้องกันสมองอักเสบในเด็ก
อ่านต่อ: http://www.muslimvoicetv.com/health/healthy_content.php?nid=13788#ixzz38GdC4Mim

สอบถามเพิ่มเติมที่ร้านขายยา

 — ที่ ร้านขายยาบางบอน5เภสัช

ขอขอบคุณที่มาจาก http://www.muslimvoicetv.com/health/healthy_content.php?nid=13788


วันอังคารที่ 30 ธันวาคม พ.ศ. 2557

ดูแลสุขภาพในหน้าหนาว

ดูแลสุขภาพในหน้าหนาว



มีโรคใดบ้างที่พบบ่อยในฤดูหนาวในช่วงฤดูหนาว
      
         เราอาจเป็นไข้หวัด ไข้หวัดใหญ่ ซึ่งเกิดจากเชื้อไวรัส บางคนที่เป็นโรคภูมิแพ้อยู่เดิม โดยเฉพาะแพ้สิ่งต่าง ๆ ที่อยู่ในบ้าน เช่น ขนของสัตว์เลื้ยง ตัวไรในฝุ่นก็อาจมีอาการแพ้มากขึ้น โดยอาจมีอาการจาม น้ำ มูกไหล หรือบางคนที่เป็นโรคหอบหืด โรคปอดเรื้อรังอยู่ก่อนแล้วก็อาจมีอาการหอบมากขึ้นได้โดยเฉพาะถ้าติดไข้หวัดหรือไข้หวัดใหญ่ร่วมด้วย นอกจากนั้น ปัญหาเรื่องผิวหนังก็เป็นเรื่องที่พบได้บ่อย เช่น ผิวแห้งคัน หลังอาบน้ำ ซึ่งพบบ่อยมากในผู้สูงอายุซึ่งมีไขมันใต้ผิวหนังน้อยและต่อมไขมันก็ทำงานลดลงตามอายุหรือคนที่ผิวแห้งอยู่เดิมก็อาจคันมากหรือผิวลอกไปเลย บางรายที่เป็นผื่นผิวหนังแพ้อากาศเย็นก็อาจทำให้มีผื่น แพ้อากาศเกิดขึ้นได้ในช่วงนี้

สาเหตุและปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดปัญหาเรื่องสุขภาพ

         ไข้หวัดหรือไข้หวัดใหญ่เกิดจากเชื้อไวรัส ซึ่งติดต่อได้ทางระบบหายใจ เช่น ไอจาม ทำให้เชื้อโรคกระจายออกมาในอากาศ หรือจากการที่มีเสมหะ น้ำลายของผู้ป่วยเปื้อนอยู่ตามที่ต่าง ๆ เช่น ลูกบิดประตูราวบันไดแก้วน้ำ แล้วมือเราไปสัมผัสมาแล้วเผลอไปจับจมูกจับหน้าของเราทำให้เชื้อโรคเข้าจมูกหรือตาได้  
          ส่วนอาการโรคภูมิแพ้เกิดจากการที่เรามีโอกาสมากขึ้นในการอยู่ใกล้ชิดกับสิ่งที่เราแพ้เช่น พอฤดูหนาว เราและสัตว์เลื้ยงอาจอยู่ในบ้านมากขึ้น ถ้าเราแพ้ขนสัตว์อาจทำให้เรามีอาการมากขึ้นหรือเรานอนมากขึ้นในฤดูหนาวทำให้แพ้ต้วไรในฝุ่นตามที่นอน หมอน มุ้งมากขึ้น สำหรับอาการผื่นแพ้อากาศเย็นหรือ คันตามผิว คันแห้ง ลอกนั้นเกิดจากอากาศที่เย็น โดยตรง

โรคที่มีผลกระทบต่อสุขภาพมากที่สุด
โรคไข้หวัดใหญ่เป็นโรคที่พบว่ามีผลกระทบต่อสุขภาพมากที่สุดในฤดูหนาวเพราะเป็นโรคที่อาจเกิดผลแทรกซ้อนได้และอาจมีผลกระทบต่อประชาชนจำนวนมากได้โดยเฉพาะถ้ามีการระบาด โดยประเทศไทยมีผู้ป่วยเป็นโรคนี้ปีละ 20,000 – 50,000 คน/ปี บางรายเพลียมาก มีไข้สูง ปวดเมื่อยตามตัวมากจนต้องพักรักษาตัวในโรงพยาบาลหรือหยุดงาน และมีบางรายที่เกิดภาวะแทรกซ้อน เช่น ปอดอกัเสบ ทำให้ต้องนอนโรงพยาบาล หรือบางรายถึงแก่ชีวิต ซึ่งมักเป็นผู้ป่วยสูงอายุแต่พบไม่บ่อย เสียชีวิตปีละไม่กี่รายจากจำนวนคนที่ป่วยหลายหมื่นคน สำหรับอาการของโรคไข้หวัดใหญ่จะคล้าย ๆ กับโรคไข้ชนิดอื่น ๆ คือ มีไข้ไอจาม มีน้ำมูกระคายคอแต่ถ้ามีไข้มากหรือปวดเมื่อยตามตัวมากต้องระวังว่า อาจเป็นไข้หวัดใหญ่ได้โดยโรคนี้พบได้ทุกวัยตั้งแต่เด็กจนถึงผู้สูงอายุ แต่ถ้าเป็นกลุ่มผู้สูงอายุหรือมีโรคปอดเรื้อรัง โรคหอบหืดอยู่เดิม หรือมีโรคเรื้อรังที่ต้องเข้าออกโรงพยาบาลบ่อย ๆ เช่น ไตวาย เบาหวาน โรคหัวใจและผู้ที่ภูมิคุ้มกันไม่ดี เช่น ได้ยากดภูมิคุ้มกันอยู่อาจมีโอกาสเกิดโรคแทรกซ้อน คือ ปอดอักเสบติดเชื้อจากไข้หวัดใหญ่เองหรือจากเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อนได้มาก

วิธีการรักษา
          โรคไข้หวัดใหญ่โดยทั่วไปจะหายเองภายใน 1-2 สัปดาห์ หรือให้การรักษาตามอาการคือช่วงที่มีไข้ก็รับประทานยาลดไข้พาราเซตตามอล เช็ดตัวบ่อย ๆ พักัผ่อนมาก ๆ ไม่ตรากตรำทำงานหนัก ดื่มน้ำอุ่นมาก ๆ ถ้า้สูบบุหรี่หรือดื่มเหล้า้อยู่ก็งด และรับประทานยาลดอาการต่าง ๆ เช่น ถ้าไอก็รับประทานยาแก้ไอ มีน้ำมูกก็รับประทานยาลดน้ำมูก เป็นต้น ในเด็กควรหลีกเลี่ยงการับประทานยาลดไข้แอสไพริน เนื่องจากอาจเกิดตับวายและสมองอักเสบได้สำหรับผู้ป่วยที่มีอาการมากเช่น หอบเหนื่อย ซึมโดยเฉพาะในผู้สูงอายุซึ่งอาจมีไข้อ่อนเพลียโดยอาการไม่ชัดแล้วมีอาการซึมสับสน ช่วยเหลือตัวเองได้น้อยลงอาจต้องรับการรักษาในโรงพยาบาลเพื่อให้การดูแลรักษาอย่างใกล้ชิด ซึ่งอาการดังกล่าวจะพบเป็นส่วนน้อย สำหรับยาฆ่าเชื้อไข้หวัดใหญ่โดยเฉพาะมักไม่ต้องใช้เพราะโรคจะหายได้เอง จึงใช้เฉพาะในรายที่อาการรุนแรงเท่านั้น
ควรดูแลสุขภาพในช่วงฤดูหนาวอย่างไร
การดูแลสุขภาพเป็นสิ่งสำคัญมากเพราะถ้าสุขภาพดีจะลดโอกาสการเจ็บป่วยลง โดยทั่วไปควร
ปฏิบัติดังนี้
1. รักษาสุขภาพใหแ้ข็งแรงอยู่เู่สมอโดยการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์เพียงพอและครบหมู่ดื่มน้ำมาก ๆ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ พักผ่อนให้เ้พียงพอไม่ตรากตรำทำงานหนักจนเกินไป
2. อยู่ใู่นที่ที่มีอากาศถ่ายเท ไม่เข้า้ไปในที่แออัดโดยเฉพาะช่วงที่มีการระบาดของไข้หวัดใหญ่
3. หลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่ดื่มสุรา และยาเสพติดต่าง ๆ เนื่องจากอาจทำให้สุขภาพร่างกายเสื่อมโทรมมีโอกาสติดเชื้อได้ง่าย
4. หลีกเลี่ยงการอยู่ใู่กล้ชิดกับผู้ที่ป่วยเป็นไข้หวัดอยู่ และไม่ควรใช้ของร่วมกัน เช่น ผ้า้เช็ดหน้า  แก้วน้ำ จาน ชามช้อน
5. ล้างมือบ่อย ๆ เนื่องจากอาจไปสัมผัสเชื้อโรคที่อยู่ตามสิ่งของต่าง ๆ เช่น ราวบันได ลูกบิดประตู แก้วน้ำ เป็นต้น แล้วเผลอไปสัมผัส บริเวณหน้าได้โดยล้า้งมือด้วยสบู่ธรรมดา 15-20 วินาทีหรือใช้น้ำยาล้า้งมืออื่น ๆ
6. รักษาร่างกายให้อบอุ่นในช่วงฤดูหนาวหรือช่วงที่มีอากาศเปลี่ยนแปลง ในที่ที่หนาวมากควรสวมหมวกเพื่อลดการถ่ายเทความร้อนออกจากร่างกาย
7. หากเป็นไข้หวัดหรือไข้หวัดใหญ่ควรมีผา้ปิดปากและจมูกเวลาไอจาม ไม่คลุกคลีกับผู้อื่นและหมั่นล้า้งมือบ่อย ๆ

8. สำหรับปัญหาเรื่องผิวหนัง เราควรให้ร่างกายอบอุ่นอยู่ตลอดเวลา ใส่เส้ือผ้า้หนา ๆ ถ้า้อากาศหนาวมากไม่อาบน้ำนาน ๆ ในที่ที่หนาวมาก อาจไม่ต้องอาบน้ วันละสองครั้งเหมือนฤดูอื่นหลังอาบน้ำ ควรทาโลชั่น หรือน้ำมันทาผิว หลังจากเช็ดตัวหมาด ๆ ในกรณีที่มีปัญหาริมฝีปากแตกควรทาดว้ยลิปสติกมันและไม่ควรเลียริมฝีปากบ่อย

ที่มาบทความ: อ.นพ.วีระศักดิ์ เมืองไพศาล Faculty of MedicineSiriraj Hospital คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล
 รูปภาพ: www.beautyfullallday.com และ health.kapook.com

สอบถามเพิ่มเติมที่ร้านขายยา

วันอังคารที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

โรคนิ้วล็อก

นิ้วล็อกเกิดขึ้นได้ แก้ไขได้ ป้องกันได้

                    นิ้วล็อก หมายถึง อาการที่งอข้อนิ้วมือ  แล้วเหยียดขึ้นเองไม่ได้เหมือนถูกล็อก  เป็นโรคที่พบได้บ่อยในคนทั่วไปที่ต้องใช้มือจับสิ่งของ หรืออุปกรณ์ต่างๆ อย่างต่อเนื่องบ่อยๆ โรคนี้ไม่มีอันตรายใดๆ   เพียงแต่ให้ความรู้สึกเจ็บปวด และใช้มือได้ไม่ถนัด เป็นโรคที่สามารถป้องกันและรักษาให้หายได้

ชื่อภาษาไทย นิ้วล็อก, ปลอกหุ้มเอ็นนิ้วมืออักเสบ
ชื่อภาษาอังกฤษ Trigger finger, Digital flexer  tenosynvitis,  Stenosing tenosynvits
สาเหตุ
     เกิดจากการอักเสบของเส้นเอ็นและปลอกหุ้มเอ็นที่ใช้ในการงอข้อนิ้วมือ ซึ่งอยู่ตรงบริเวณโคนนิ้วมือ ทำให้เส้นเอ็นหนาตัวขึ้น และติดขัดในการเคลื่อนไหวขณะเหยียดนิ้วมือ เมื่ออักเสบรุนแรงมากขึ้นจะเกิดปุ่มตรงเส้นเอ็น เวลางอนิ้วมือปุ่มจะอยู่นอกปลอกหุ้ม แต่ไม่สามารถเคลื่อนเข้าปลอกหุ้ม เวลาเหยียดนิ้วมือกลับไป  ทำให้เกิดอาการนิ้วล็อกอยู่ในท่างอ ต้องออกแรงช่วยใน การเหยียด จึงจะสามารถฝืนให้ปุ่มเคลื่อนที่ผ่านปลอกหุ้มเข้าไปได้

     การอักเสบของเส้นเอ็นและปลอกหุ้มเอ็นนิ้วมือมักเกิดจากแรงกดหรือเสียดสีของเส้นเอ็นซ้ำซาก หรือใช้งานฝ่ามือมากเกินไป เช่น การใช้มือหยิบจับอุปกรณ์ในการทำงานบ้าน ทำสวน ขุดดิน  เล่นกีฬา เล่นดนตรี  เป็นต้น โรคนี้จึงพบบ่อยในกลุ่มแม่บ้าน เลขานุการที่พิมพ์ดีดบ่อยๆ ผู้ที่ชอบเล่นกีฬา (เช่น กอล์ฟ เทนนิส)  หรือเล่นดนตรี (เช่น ไวโอลิน) นอกจากนี้ยังพบในผู้ป่วยที่เป็นโรคข้อรูมาตอยด์  เบาหวาน ภาวะขาดไทรอยด์

อาการ
ระยะแรกมีอาการปวดบริเวณโคนนิ้วมือ กำมือไม่ถนัดโดยเฉพาะตอนเช้าหลังตื่นนอน พอใช้มือไปสักพักหนึ่งก็จะกำมือได้ดีขึ้น บางคนจะสังเกตว่าเวลางอแล้วเหยียดนิ้วมือจะได้ยินเสียงดังกิ๊ก ต่อมาจะมีอาการนิ้วล็อกคือ เวลางอนิ้วมือแล้วเหยียดขึ้นเองไม่ได้ มักเกิดกับมือข้างถนัดที่ใช้งาน นิ้วที่เป็นบ่อยได้แก่ นิ้วหัวแม่มือ นิ้วกลาง และนิ้วนาง อาจเป็นเพียงนิ้วเดียว หรือเป็นพร้อมกันหลายนิ้วก็ได้ และอาจเป็นที่มือข้างเดียวหรือทั้ง ๒ ข้างก็ได้ อาการมักจะเป็นมากตอนเช้า

การแยกโรค
                อาการนิ้วงอ เหยียดขึ้นไม่ได้ อาจจะเกิดจากสาเหตุอื่น เช่น เส้นเอ็นนิ้วมือฉีกขาดจากการบาดเจ็บ (ซึ่งมักเกิดขึ้นฉับพลันหลังได้รับบาดเจ็บ) การดึงรั้งของพังผืด  (เช่น ผู้ที่มีบาดแผลไฟไหม้น้ำร้อนลวกที่นิ้วมือ) ความผิดปกติที่ถ่ายทอดทางกรรมพันธุ์ (เช่น  Dupuytren's contracture) เป็นต้น อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าจะเกิดจากสาเหตุใดก็ตาม  ก็ควรปรึกษาแพทย์เพื่อหาทางแก้ไข
    

การวินิจฉัย
                 แพทย์มักจะวินิจฉัยจากอาการแสดงเป็นหลัก และการตรวจร่างกายอาจตรวจพบว่าเมื่อใช้มือกดตรงโคนนิ้วมือ ตรงปุ่มกระดูกจะรู้สึกเจ็บ และบางคนอาจคลำได้ปุ่มเส้นเอ็นที่อักเสบ

การดูแลตนเอง
หากมีอาการเจ็บตรงโคนนิ้วมือ เวลางอนิ้วมือแล้ว เหยียดนิ้วมีเสียงดังกิ๊ก หรือเวลางอนิ้วมือแล้วเหยียดขึ้น เองไม่ได้ ควรจะไปพบแพทย์เพื่อให้การตรวจวินิจฉัยให้แน่ชัด เมื่อพบว่าเป็นโรคนิ้วล็อก ผู้ป่วยควรได้รับการรักษาจากแพทย์อย่างจริงจัง และควรปฏิบัติดังนี้
  • ไม่ขยับนิ้วหรือดีดนิ้วที่เป็นนิ้วล็อกเล่น  อาจทำให้เส้นเอ็นอักเสบมากขึ้นได้
  • ถ้ามีอาการข้อฝืด กำไม่ถนัดตอนเช้า ควรแช่น้ำอุ่นจัดๆ และบริหารโดยการขยับมือกำแบเบาๆ ในน้ำ จะทำให้นิ้วมือเคลื่อนไหวได้คล่องขึ้น
  • เมื่อต้องกำหรือจับสิ่งของแน่นๆ เช่น ไม้กอล์ฟ  ตะหลิวผัดกับข้าว ควรใช้ผ้าหรือฟองน้ำพันรอบๆ หรือใช้ถุงมือจับจะช่วยลดแรงกดหรือเสียดสีลง

การรักษา
แพทย์จะให้การรักษาตามความรุนแรงของโรค ในระยะแรก อาจให้ยาต้านอักเสบที่ไม่ใช่สตีรอยด์  เพื่อบรรเทาปวดและลดการอักเสบ การทำกายภาพ- บำบัด หรือฉีดยาสตีรอยด์เข้าไปที่เส้นเอ็นที่อักเสบ ซึ่งจะได้ผลดีเมื่อให้การรักษาตั้งแต่เริ่มมีอาการใหม่ๆ ถ้าไม่ได้ผล อาจต้องรักษาด้วยการใช้เครื่องมือสะกิดส่วนของพังผืดที่หนาตัวออกไป (โดยการฉีดยาชาเฉพาะที่ไม่ต้องเข้าห้องผ่าตัด จะมีแผลเป็นรูเล็กๆ ตรงตำแหน่งที่เจาะ) ถ้ายังไม่ได้ผลอาจต้องทำการผ่าตัดแก้ไข

ภาวะแทรกซ้อน
ไม่มีภาวะแทรกซ้อนอันตรายร้ายแรงแต่อย่างใด  นอกจากทำให้มีอาการเจ็บปวด และใช้มือได้ไม่ถนัด

การดำเนินโรค
ถ้าไม่ได้รับการรักษาก็จะเป็นเรื้อรัง  และข้อฝืดมากขึ้น
ถ้าได้รับการรักษาที่ถูกต้องก็มักจะหายได้

การป้องกัน
หลีกเลี่ยงการใช้มือทำงานที่มีลักษณะทำให้เกิดแรงกดหรือเสียดสีกับเส้นเอ็นแบบซ้ำซาก
·         การหิ้วของหนักๆ เช่น ถุงหนักๆ  ถังแก๊ส  ถังน้ำ  กระเป๋า (ควรใช้รถเข็นลาก  หรือใส่ถุงมือ)
·         การซักผ้า  บิดผ้า (ควรใช้เครื่องซักผ้าแทน)
·         เวลากำหรือจับอุปกรณ์ต่างๆ ควรใส่ถุงมือลดแรงกดหรือเสียดสี เช่น ใส่ถุงมือเวลาจับไม้ตีกอล์ฟ  กรรไกรตัดกิ่งไม้ มีดตัดต้นไม่หรือดายหญ้า

ความชุก
โรคนี้พบได้บ่อย  โดยเฉพาะในผู้ที่ทำงานที่ต้องหยิบจับสิ่งของหรืออุปกรณ์อย่างต่อเนื่องนานๆ  หรือใช้มือหิ้วของหนักๆ 

ข้อมูลสื่อ
ชื่อไฟล์: 344-008
นิตยสารหมอชาวบ้าน เล่มที่: 344
เดือน/ปี: ธันวาคม 2550
คอลัมน์: สารานุกรมทันโรค
นักเขียนหมอชาวบ้าน: รศ.นพ.สุรเกียรติ อาชานานุภาพ
เข้าถึงที่ http://www.doctor.or.th/article/detail/1133 โพสโดย somsak เมื่อ 1 ธันวาคม 2550 00:00 บทความสุขภาพน่ารู้ นิตสารออนไลน์ หมอชาวบ้าน    

นพ.สุรเกียรติ อาชานานุภาพ


สอบถามเพิ่มเติม

อีเมล์ Bangbpharma@gmail.com

วันจันทร์ที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

"1 นาที สูงขึ้น 1 เซนติเมตร" เทคนิคดีๆ โดยแพทย์โรคกระดูกญี่ปุ่น

'1 นาที สูงขึ้น 1 เซนติเมตร' เทคนิคดีๆ จากแพทย์โรคกระดูกญี่ปุ่น

        ข่าวดีสำหรับคนที่คิดว่าตัวเอง 'เตี้ย' หรือใครที่ต้องการเพิ่มความสูง หากคุณคิดว่าวันนี้สูงไม่ทันแล้ว  ขอบอกว่ายังไม่สายจนเกินไป  สำหรับน้องๆ ที่ยังอยู่ในวัยเจริญเติบโต (สำหรับผู้ที่อายุไม่เกิน 25 ปี) ก็คงไม่ใช่เรื่องยากอะไร เพราะมีปัจจัยหลายๆ อย่างที่จะทำให้คุณสูงขึ้น หรือผู้ที่อยู่ในวัยที่หยุดการเจริญเติบโตแล้ว เราก็มีเคล็ดลับดีๆ ที่เหมาะกับคนทุกเพศทุกวัยที่อยากจะเพิ่มความสูงมาฝาก

         วิธีทําให้สูง วิธีเพิ่มความสูง
 เรารวมปัจจัยที่จะทำให้สูง สาเหตุ และวิธีที่จะสามารถเอาชนะพันธุกรรมมาให้คุณ นำไปใช้ ซึ่งสามารถสูงขึ้นได้อีกมากอย่างแน่นอน สำหรับวัยเจริญเติบโต และ เรารวมความรู้ด้่านต่างๆ เกี่ยวกับความสูง เช่น พันธุกรรม อาหารเพิ่มความสูง กีฬาที่ทำให้สูงและเตี้ย และฮอโมนที่ทำให้สูง

วิธีทำให้สูง มี 3 วิธีคือ
1. วิธีทำให้สูงสำหรับวัยเจริญเติบโต (สำหรับผู้ที่อายุไม่เกิน 25 ปี)
2. วิธีทำให้สูงสำหรับวัยหยุดเจริญเติบโต (วิธีการผ่าตัด)
3. วิธีทำให้สูงสำหรับทุกวัย (1 นาที สูงเพิ่มขึ้น 1 เซ็นติเมตร) เทคนิคจากแพทย์โรคกระดูกญี่ปุ่น เห็นผลจริง



วิธีทำให้สูงสำหรับวัยเจริญเติบโต (สำหรับผู้ที่อายุไม่เกิน 25 ปี)

        ข่าวดี พันธุกรรม ไม่ได้กำหนดให้คุณเตี้ยหรือสูงเสมอไป การที่คุณจะสูงหรือเตี้ย จะประกอบด้วยปัจจัยหลายอย่าง

ปัจจัยที่ เกี่ยวกับความสูง วิธีทำให้สูง มีดังนี้

1. พันธุกรรม หรือ กรรมพันธุ์ เป็นสิ่งที่รับถ่ายทอดมาจากพ่อและแม่ เป็นสิ่งที่ควบคุมไม่ได้ ว่ากันว่า ถ้าพ่อกับแม่มีทั้งยีนเตี้ยและสูง ลูกที่เกิดมาจะมีโอกาศเตี้ย 25 เปอร์เซ็น แต่ถ้าพ่อกับแม่เตี้ยทั้งคู่ก้อาจเป็นสาเหตุหนึ่งที่ลูกไม่สูงอย่างที่ต้องการ แต่ว่า ไม่ต้องกังวลไป สำหรับ พันธุกรรม ยังมีปัจจัยอื่นๆอีกที่สามารถเอาชนะพันธุกรรมได้ ถึงไม่สูงมาก แต่คุณจะไม่เตี้ยอย่างแน่นอน

2. อาหารที่ทำให้สูง โภชนาการ คือปัจจัยสำคัญมาก อีกข้อหนึ่ง ที่คุณต้องปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด และยาวนาน ถ้าคุณอยากสูง หุ่นดี
เบสิค คือ คุณควรกินอาหารให้ครบ 5 หมู่ และควรเน้น อาหารเหล่านี้ ได้แก่

  • อาหารที่ช่วยเพิ่มความสูงอันดับแรกๆ คือ นม
    ดื่มนมวันละ 2 แก้ว หลังอาหารเช้า เพราะนมวัวไม่เพียงอุดมไปด้วย แคลเซียม(ช่วยสร้างกระดูก และมวลกระดูก) และสารอาหารต่างๆ เท่านั้น แต่ยังมีสารอาหารบางอย่างที่ทำให้สูงขึ้น เป็นสารอาหารที่สำคัญอย่างมากสำหรับคนที่ต้องการสูงขึ้น 
  • งาดำ มีประโยชน์มากสำหรับคนต้องการที่จะสูง เพราะ
    1. งามีวิตามินและแร่ธาตุที่สำคัญ โดยเฉพาะแคลเซียมที่มีมากกว่านมวัวถึง 6 เท่า มีธาตุเหล็ก แมกนีเซียม สังกะสี ฟอสฟอรัส โพแทสเซียม และทองแดง มีกรดอะมิโนที่จำเป็นต่อร่างกาย มีกรดไขมันชนิดไม่อิ่มตัวสูง ทั้งกรดไขมันโอเมก้า 3 กรดไขมันโอเมก้า 6 นอกจากนี้ ยังมีกรดไขมันไลโนเลอิค ที่ช่วยทำให้ผมดกดำ บำรุงผิวพรรณให้ชุ่มชื้น

    2. ช่วยให้นอนหลับลึก(ทำให้หลั่งฮอร์โมนความสูงออกมามาก) เพราะมากด้วยวิตามินบีชนิดต่างๆ ซึ่งดีต่อระบบประสาท ช่วยทำให้นอนหลับ ร่างกายกระฉับกระเฉง พร้อมกันนั้นยังมีสารบำรุงประสาทด้วย และวิตามินอีเป็นตัวแอนติออกซิแดนท์ที่ช่วยต้านมะเร็ง  จะช่วยปรับระบบประสาทและระดับฮอร์โมน ให้เข้าสู่สภาวะสมดุล ช่วยคลายเครียดทำให้จิตใจสงบ 
       และอาหารที่มีแร่ธาตุมีผลต่อการจริญเติบโตของกระดูกนอกจากแคลเซียมแล้ว มีการทดลองบ่งชี้ว่า ยังมีแร่ธาตุอีก 6 ชนิด ที่มีผลต่อการเจริญเติบโตของกระดูกและการสร้างกระดูกให้แข็งแรงในช่วงวัยรุ่น
  1. ทองแดง   จำเป็นสำหรับการเสริมสร้างกระดูก
  2. แมงกานีส   มีบทบาทในขบวนการซ่อมแซมกระดูก
  3. แมกนีเซียม   จำเป็นในการทำให้กระดูกและฟันแข็งแรง
  4. โบรอน   ช่วยควบคุมการใช้ประโยชน์จากแคลเซียมของร่างกาย
  5. วิตามินดี   มีหน้าที่ในการช่วยดูดซึมแคลเซียมจากลำไส้เข้าสู่ร่างกาย
  6. สังกะสี   จำเป็นสำหรับการพัฒนาของกระดูก 
3. เล่นกีฬา ออกกำลังกาย คือปัจจัยที่สำคัญมากอีกข้อหนึ่ง
คำถาม ทำใมถึงต้องออกกำลังกาย เล่นกีฬา ออกกำลังกายทำใมช่วยให้สูงขึ้น
คำตอบ  เพราะ 

  • 1.ถ้าออกกำลังกาย ทำให้ได้ถึงพีค (เหงื่อออกเต็มตัว ชีพจรเต้นแรงตั้งแต่ร้อยกว่าครั้งต่อนาทีขึ้นไป หัวใจเต้นแรง) จะช่วยกระตุ้นให้ต่อมใต้สมองหลั่งโกร๊ธฮอร์โมนได้เช่นกัน ซึ่งจะไปช่วยกระตุ้นให้เซลล์ที่สร้างกระดูกดึงแคลเซียมจากเลือดมาใช้ทำให้ กระดูกแข็งแรง จึงทำให้สูงขึ้น
  • 2. การออกกำลังกาย เล่นกีฬา เวลา 30 นาทีขึ้นไป จะทำให้ร่างกายหลั่งสารความสุข หรือ เอนโดฟิน (จะช่วยทำให้ ผ่อนคลาย นอนหลับสบาย ทำให้ต่อมใต้สมอง หลั่ง โกรทฮอร์โมนได้ดีขึ้น)
  • 3. เล่นกีฬา ออกกำลังกาย ทำให้กล้ามเนื้อแข็งแรง และจะทำให้ไปกระตุ้นการสร้างกระดูก

คำถาม แล้วเล่นกีฬา หรือออกกำลังกายอะไร ทำให้สูงขึ้นเยอะๆ
คำตอบ  กีฬาอะไรก็ได้ แต่ที่ดีควรเป็นกีฬาที่มีการกระโดด และการออกกำลังกายที่มีการลงน้ำหนักที่เท้า เช่น กระโดดเชือก  บาสเก็ต บอล  วอลเล่บอล  วิ่ง ฟุตบอล  แบดบินตัน และ แอโรบิก เป็นต้น  การออกกำลังกายประเภทนี้ จะเป็นการส่งแรงกระตุ้นไปที่แผ่นความเจริญเติบโตของกระดูก  ซึ่งจะมีอยู่ บริเวณปลายกระดูกแต่ละท่อน  จึงช่วยทำให้ในช่วงที่ร่างกายยังมีการเจริญเติบโตอยู่นี้ สูงขึ้นได้เร็วกว่าปกติ

4. การนอนหลับ (ลึก) เชื่อมโยงกับ ฮอร์โมน ตัดสินว่าคุณจะสูงหรือเตี้ย แต่เรามีวิธีแก้
ฮอร์โมนที่มีความสำคัญต่อความสูงของคนเรามีหลายชนิด ดังนี้

  • 1. โกรธฮอร์โมน (Growth Hormone) เป็นฮอร์โมนที่ผลิตออกมาจากต่อมใต้สมองส่วนหน้าจะหลั่งออกมาอย่างเต็มที่ใน ขณะที่เราหลับสนิท (หลับลึก) การนอนควรนอนหลับให้เพียงพอในช่วงกลางคืน เพราะ Growth Hormone จะหลั่งออกมามากขณะนอนหลับ และเริ่มหลั่งตั้งแต่ช่วงหัวค่ำ(ช่วง3ทุ่มถึงตี3 เป็นช่วงที่ Growth hormone หลั่งออกมามาก)  จึงไม่ควรนอนดึกมีผลวิจัยออกมาแล้วว่านอนหลับไม่เพียงพอ ส่งผลต่อความสูง โกรธฮอร์โมนมีหน้าที่กระตุ้นการทำงานของกระดูกทำให้กระดูกขยายตัวในแนวยาว ส่งผลให้เราสูงขึ้น ซึ่งเด็กที่ขาดฮอร์โมนชนิดนี้จะมีรูปร่างเตี้ยแต่สมส่วนฮอร์โมนจากต่อม
  • 2. ไทรอยด์ (Thyroid Gland)โดยเฉพาะฮอร์โมนที่ชื่อไทร็อกซิน (Thyroxin)ซึ่งทำหน้าที่กระตุ้นให้กระดูกมีการพัฒนาไปตามปกติ หากเด็กขาดไทร็อกซินจะทำให้มีรูปร่างเตี้ยแคระ ไม่สมส่วน
  • 3. ฮอร์โมนเพศ ไม่ว่าจะเป็นฮอร์โมนเพศชาย (Androgen) และฮอร์โมนเพศหญิง (Estrogen)ในกรณีที่เด็กหญิงชายบางคน มีการหลั่งฮอร์โมนทั้งสองชนิดนี้เร็วกว่าปกติ (เป็นหนุ่มเป็นสาวเร็ว)จะมีผลให้ปลายกระดูกปิดเร็วขึ้นและค่อยๆ หยุดการเจริญเติบโตในที่สุด ทั้งนี้เด็กหญิงที่มีประจำเดือนเร็ว มีแนวโน้มที่จะโตเป็นผู้หญิงที่ไม่สูงและพบว่าหลังการมีประจำเดือนเกิน ๓ ปีไปแล้ว ผู้หญิงจะหมดโอกาสสูง เช่นเดียวกับเด็กชายที่ความสูงจะไม่เพิ่มขึ้นหลังจากเสียงแตกเกิน ๓ ปี ความเจ็บป่วย โรคประจำตัวเรื้อรังบางอย่าง เช่น โรคไต โรคปอด โรคหัวใจ โรคกระดูกคด เป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ความสูงของเราหยุดชะงัก
          สำหรับคนที่สงสัยว่าฮอร์โมนผิดปกติ ท่านสามารถไปตรวจที่ รพ.รามา หรือ โรงบาลทั่วไป แผนกหมอกระดูก หมอจะเอ๊กซเรย์ดูปลายกระดูกว่าปลายกระดูกของคุณปิดหรือยัง ถ้ายังแสดงว่าคุณยังสูงได้อีก และอาจจะตรวจเลือดหาฮอร์โมน ว่าคุณมีภาวะพร่องฮอร์โมนความสูงหรือไม่ ถ้าพร่อง หรือมีน้อย หมอก้อจะจัดยาบำรุงให้ บางคนฉีดฮอร์โมนเสริม 1 เข็มต่อเดือน เพิ่มให้ หรืออาจจะให้ยามากิน



วิธีทำให้สูงสำหรับวัยหยุดเจริญเติบโต (วิธีการผ่าตัด) 
            ตามที่ปรากฏเป็นข่าว นพ.พรเอนก ตาดทอง ศัลยแพทย์กระดูกและข้อ ให้ข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า การผ่าตัดเพิ่มความสูง (Height Operation) ไม่ใช่การค้นพบใหม่หรือเพิ่งเกิดขึ้นไม่กี่ปี แต่เมื่อประมาณ 50 ปีที่แล้ว มีการค้นพบว่าถ้ามีการแยกกระดูกออกจากกันอย่างถูกวิธีและให้กระดูกนั้นห่างออกจากกันในอัตราความเร็ววันละ 1 มิลลิเมตร ร่างกายจะสามารถสร้างกระดูกใหม่ขึ้นมาตรงบริเวณช่องว่างนั้นได้ โดยใช้เครื่องมือตรึงกระดูก ที่เรียกว่า Ilizarov กับบุคคลที่มีปัญหาเรื่องส่วนสูงซึ่งถือเป็นการบริการศัลยกรรมความงามด้านหนึ่งศัลยแพทย์กระดูกและข้อผู้นี้ บอกด้วยว่า การรักษาเป็นการผ่าตัดที่ทำให้ผู้ป่วยสูงขึ้นอย่างช้าๆ โดยจะต้องใช้เวลาในการยืดกระดูกโดยเฉลี่ยประมาณ 1 เดือนต่อ 1 เซนติเมตร 5 เดือนก็จะได้ความสูงเท่ากับ 5 เซนติเมตร

            ซึ่งข้อจำกัดในการผ่าตัดจะขึ้นอยู่กับสัดส่วนของแต่ละคน โดยไม่ได้อยู่ที่ปริมาณความสูง อายุ หรือเพศ เช่น ยืนแค่ไหนแล้วดูดีสมส่วน ทั้งนี้ ผู้ทำการรักษาต้องไม่มีปัญหาด้านสุขภาพ เช่น โรคเรื้อรัง โรคเบาหวานสำหรับผู้ที่ทำการรักษามี 4 กลุ่ม คือ กลุ่มคนที่มีปมด้อย กลุ่มคนที่ต้องการเข้าสถานศึกษาที่มีการกำหนดความสูงขั้นต่ำ กลุ่มนักกีฬา และกลุ่มสุดท้ายกลุ่มที่ต้องการเสริมบุคลิกภาพความงามส่วนการผ่าตัดนั้น แพทย์จะใช้วิธีการตัดเนื้อกระดูกออกเหลือเยื่อหุ้มกระดูกซึ่งกระดูกจะไม่ถูกทำลาย แล้วยึดด้วยเส้นลวด 4 เส้น ถ่างกระดูกออกประมาณ 1 มิลลิเมตร (มม.) ด้วยเครื่องยึดตรึงกระดูก (llizarov)โดยใช้เวลาในการผ่าตัดเพียงชั่วโมงเศษๆ เท่านั้น หลังจากนั้นต้องพักอยู่ที่โรงพยาบาล ทำกายภาพบำบัดรอให้กระดูกเชื่อมติดกันสามารถทำได้ทีละข้างหรือพร้อมกันทั้งสองข้าง พร้อมกับยืนยันว่าไม่มีผลข้างเคียง การผ่าตัดมีความปลอดภัยสูงขณะที่ค่าใช้จ่าย ค่ารักษา รวมทั้งค่าอุปกรณ์ ก็ขึ้นอยู่กับความต้องการของผู้รับการรักษา เช่น ถ้าต้องการเพิ่มความสูงน้อยกว่า 5 เซนติเมตร ประมาณ 5 แสนบาท และถ้ามากกว่า 5 เซนติเมตร ค่าใช้จ่ายค่ารักษารวมทั้งค่าอุปกรณ์อยู่ที่ ประมาณ 800,000 บาทจากข้อมูลเบื้องต้น

วิธีทำให้สูงสำหรับทุกวัย (1 นาที สูงเพิ่มขึ้น 1 เซ็นติเมตร) เทคนิคจากแพทย์โรคกระดูกญี่ปุ่น เห็นผลจริง

เทคนิคง่ายๆ แต่เห็นผลจริง หยิกแก้มได้ไม่ใช่ฝัน คุณก็ทำได้ (แต่ ต้องทำทุกวัน)

1. นั่งคุกเข่า


2. โน้มตัวไปด้านหลัง


3. นอนราบและยกแขนไปด้านบนตามภาพ และค้างไว้ในท่านี้ 1 นาที


ผลสำหรับผู้ที่ทำท่านี้ เป็นวิธีที่ทำให้สูงขึ้น


      สรุป จะช่วยให้กระดูกที่งอหรือคดไปตามกาลเวลา ให้กลับมาอยู่ในแนวตรง ทำแค่วันละ 1นาที กระดูก สันหลังจะกลับมาอยู่ในแนวตรง ผล คือเราก็จะได้ความสูงตามความสูงที่เป็นจริงของร่างกายของเรา กลับมา


เป็นไงกันบ้างสำหรับ วิธีเพิ่มความสูงดังที่กล่าวมา ถ้าชอบสามารถบอกต่อได้ด้านล่างค่ะ

วิธีทําให้สูง วิธีเพิ่มความสูง และเทคนิคลับเพิ่มความสูงภายใน 1 นาที
สอบถามเพิ่มเติม

อีเมล์ Bangbpharma@gmail.com

ขอขอบคุณข้อมูลทั้งหมด จาก http://www.rakjung.com/healthy-no81.html
                               ภาพ  จาก  http://www.manager.co.th/Campus/ViewNews.aspx?NewsID=9570000083966