วันพุธที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2557

ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับยา

  


              ยา (medicine) คือ สารเคมีหรือสารอื่น ๆ ที่ใช้ในการบำบัดป้องกันและรักษาโรคในคนและสัตว์ ดังนั้นอะไรก็ตามที่จัดว่าเป็นยา จึงมีด้วยกันมากมายหลายชนิด ซึ่งอาจกล่าวได้ว่ายาทุกชนิดเป็นสารพิษต่อร่างกาย ถ้าใช้ไม่ถูกต้องก็จะทำให้เกิดอันตรายต่อผู้ใช้ ตัวอย่างง่าย ๆ เช่น ไวตามินซี ถ้าใช้ขนาดสูงก็อาจจะมีผลทำให้เกิดนิ่วในไตและทำให้ร่างกายเกิดการเปลี่ยนแปลงอื่น ๆ ได้ ยาจึงไม่ใช่สิ่งที่ควรหยิบกินเองโดยไม่มีเหตุผล ยาส่วนใหญ่ที่ใช้กันในปัจจุบัน ได้จากการสังเคราะห์ทางเคมีห้องทดลองและได้จากของที่เป็นธรรมชาติ เช่น จากพืช จากอวัยวะส่วนต่าง ๆ ของสัตว์ เป็นต้น ตัวอย่างของยาที่สกัดจากพืช เช่น มอร์ฟีน ที่สกัดมาจากยางของผลฝิ่นดิบ

ประเภทของยา



ประเภทของยา อาจแบ่งตามชนิดที่มีลักษณะหรือข้อกำหนดต่าง ๆ เช่นแบ่งตามการผลิตยา ซึ่งแบ่งได้เป็น 2 ชนิด คือ
        1. ยาสำเร็จรูป ได้แก่ ยาที่บริษัทต่าง ๆ ได้ผลิตขึ้นและจดทะเบียนไว้กับทางราชการ ยาพวกนี้มีลักษณะต่าง ๆ กัน เช่น ยาเม็ด ยาน้ำ หรือยาฉีด เป็นการสะดวกแก่แพทย์ที่จะสั่งใช้
        2. ยาผสม คือ ยาที่แพทย์สั่งให้เภสัชกรผสม โดยมากสั่งให้เฉพาะบุคคลการผสมยาพวกนี้มีตามโรงพยาบาล หรือสถานพยาบาลใหญ่ ๆ ที่มีเภสัชกรปฏิบัติงานเป็นประจำ
        แบ่งตาม พ.ร.บ. ควบคุมยา ซึ่งแบ่งย่อยออกได้เป็น 3 ชนิด คือ
        1. ยาสามัญประจำบ้านหรือยาแผนปัจจุบัน เป็นยาที่ประชาชนทั่วไปหาซื้อตามร้านขายยาทั่วไป โดยไม่ต้องมีใบสั่งแพทย์ มักใช้กับโรคที่ไม่รุนแรงมากนัก ไม่จำเป็นต้องให้แพทย์ตรวจ เช่น ปวดศีรษะ ท้องอืด เป็นต้น แต่หากอาการเหล่านี้ไม่หาย ควรปรึกษาแพทย์
        2. ยาอันตราย เป็นยาสำเร็จรูปที่ใช้ในการบำบัดรักษาความเจ็บป่วยมีตัวยาหลายชนิด แต่ละชนิดมีทั้งคุณและโทษ การใช้ต้องระมัดระวังรอบคอบ เพราะจะทำให้เกิดอันตรายแก่ผู้ใช้ได้เสมอ กระทรวงสาธารณสุขจึงได้กำหนดให้เป็นยาอันตราย เช่น ยาปฏิชีวนะ
        3. ยาควบคุมพิเศษ หมายถึง ยาที่มีอันตรายมาก ฤทธิ์ของยาที่สำคัญและร้ายแรงมากบางชนิด เป็นยาเสพติดให้โทษ ถ้ากินเข้าไปนานจะเกิดการติดยา เช่น ยานอนหลับประเภทต่าง ๆ ยาระงับประสาท หรือยากล่อมประสาทบางชนิด
        ยาอันตรายที่ควรทราบ คือ “ยาปฏิชีวนะ” ซึ่งเป็นยาที่ได้จากเชื้อราหรือแบคทีเรียบางชนิด ที่สามารถหยุดยั้งการเจริญและทำลายแบคทีเรียหรือจุลินทรีย์อื่น ๆ โดยทั่วไปรู้จักกันในชื่อของยาฆ่าเชื้อ ยาแก้อักเสบหรือยาแก้หนอง ยาปฏิชีวนะ เป็นยาที่เพิ่งจะเริ่มใช้กันอย่างกว้างขวางเมื่อสงครามโลกครั้งที่ 2 ปัจจุบันยาประเภทนี้ได้ทวีความสำคัญขึ้นมาอย่างรวดเร็ว และนิยมกันอย่างแพร่หลาย เนื่องจากยาปฏิชีวนะสามารถรักษาโรคที่เกิดขึ้นกับแบคทีเรียได้มากมายและมีประสิทธิภาพ บางขนานยังใช้รักษาโรคที่เกิดขึ้นกับเชื้อจุลินทรีย์ชนิดอื่น ๆ อีก เช่น เชื้อบิด เชื้อรา และไวรัสและยังใช้รักษาโรคมะเร็งบางชนิดได้ด้วย การใช้ยาปฏิชีวนะจำเป็นต้องศึกษาชนิดของเชื้อโรคให้แน่เสียก่อน ยาอย่างไหน ขนาดใด จึงจะเหมาะกับชนิดของเชื้อโรคนั้น เป็นเรื่องของแพทย์โดยเฉพาะไม่สมควรที่จะหายาเหล่านี้มารักษาเองเป็นอันขาด
        หลักกว้าง ๆ ในการเลือกใช้ยาปฏิชีวนะ คือ เลือกใช้ยาปฏิชีวนะให้ถูกกับชนิดของเชื้อจุลินทรีย์ที่เป็นต้นเหตุของโรคนั้น ๆ ใช้ยาปฏิชีวนะในขนาดสูงพอที่จะทำลายเชื้อ ระยะเวลาที่ให้ยาปฏิชีวนะ ควรจะนานพอที่จะทำลายเชื้อได้หมด โดยทั่วไป ยาปฏิชีวนะที่นำมาใช้ในการรักษาโรคติดเชื้อเป็นยาที่มีพิษน้อยแต่พิษของมันอาจจะเกิดรุนแรงขึ้นถ้านำไปใช้อย่างผิด ๆ
        อันตรายที่เกิดจากการใช้ยาปฏิชีวนะ ผู้ป่วยที่แพ้ยานั้น อาจเกิดผื่นขึ้นหรือถึงกับช็อคตายหรืออาจเกิดจากพิษของยาโดยตรง เช่น ยาบางอย่างเป็นพิษต่อไต นอกจากนี้ยาปฏิชีวนะยังมีผลทางอ้อม ทำให้เกิดโรคแทรกซ้อนหรือซ้ำเติมได้ พวกนี้มักเกิดในรายที่ใช้ยาออกฤทธิ์กว้าง ยาจะไปฆ่าเชื้อแบคทีเรียที่อยู่ในร่างกายตายหมด เหลือแต่ตัวที่ดื้อยาเท่านั้น อาการที่พบบ่อย คือ อาการท้องเดินหรือราขึ้นในปาก อาการที่รุนแรง คือ ตาย ซึ่งพบได้บ่อย ยาปฏิชีวนะที่ผู้ป่วยซื้อใช้กันเองมาก คือ ยากลุ่มเตตร้าซัยคลิน ซึ่งเป็นพิษต่อตับ ทำให้เกิดท้องเดิน เด็กอายุต่ำกว่า 5 ขวบ
        ไม่ควรใช้ จะทำให้ฟันเหลืองและผุได้ง่ายและกระดูกที่กำลังสร้างกร่อนไปและยาคลอแรมเฟนิคอล จะลดไขกระดูก ทำให้มีอาการซีด เลือดออกตามตัว เม็ดเลือดขาวลดลง เกิดการติดเชื้อง่าย รองลงมาคือ ยากลุ่มสเตร็ปโตมัยซิน ซึ่งยานี้ให้โดยการฉีด ปัจจุบันมีประโยชน์น้อยมาก เชื้อส่วนใหญ่ดื้อต่อยานี้ มีใช้มากในพวกที่เป็นวัณโรค ยากลุ่มเพนิซิลิน หากแพ้ยานี้จะเกิดผื่นขึ้นตามตัวหรือมีไข้ มีอาการซีด อาจรุนแรงถึงช็อคได้ หากเก็บไว้ในที่ร้อนจะทำให้ยาเปลี่ยนไปเป็นสารที่ทำให้แพ้ง่ายขึ้น
        ยาปฏิชีวนะมีทั้งคุณและโทษ โรคส่วนใหญ่อาจหายได้เองโดยไม่จำเป็นต้องใช้ยาปฏิชีวนะ ยานี้ไม่ใช่ยาลดไข้ ไม่ควรใช้โดยไม่จำเป็น อาจทำให้เกิดอาการแพ้หรือเป็นพิษต่อร่างกาย การใช้ยาโดยไม่ถูกวิธีหรือไม่ครบตามจำนวนที่ควรจะทำให้เป็นโรคเรื้อรังและเชื้อเกิดการดื้อยา เป็นอันตรายต่อสังคมและตนเอง การใช้ยาปฏิชีวนะไม่ควรซื้อกินเอง ควรปรึกษาแพทย์ทุกครั้ง
ข้อมูลจาก  ชฎาพร นุชจังหรีด สำนักบริการวิชาการ มหาวิทยาลัยบูรพา
                 


การกินยาที่ถูกต้อง

          การกินยาที่ถูกต้องควรกินอย่างไร ทางราชการมีกฎบังคับว่า ยาที่มีอายุจะต้องมีหมายกำหนดว่าหมดอายุเมื่อไร โดยต้องเขียนไว้ที่ภาชนะบรรจุ แต่ส่วนใหญ่มักจะใช้เป็นภาษาอังกฤษ วิธีสังเกตยาที่เสื่อมอายุซึ่งไม่สามารถนำมาใช้ได้ มักจะเป็นยาที่มีสีเข้ม ๆ สีแปลก ๆ เป็นกระ เป็นจุดด่าง ๆ และถ้าหากเป็นสูตรผสมหลาย ๆ อย่าง ในเม็ดเดียวกัน เป็นยาที่ไม่ควรใช้ เพราะว่าสังเกตการเสื่อมยาก ตัวอย่างยาที่หมดอายุ เช่น ยาเตตร้าไซคลิน สีของยาภายในแคปซูลจะเปลี่ยนจากสีเหลืองนวลเป็นสีน้ำตาลไหม้ ถ้ากินเข้าไปจะเป็นอันตรายต่อไตโดยตรง บางรายอาจถึงตายได้ ในการกินยานั้น ควรกินตามที่แพทย์สั่ง เพราะยาบางชนิด ถ้ากินตอนท้องว่างอาจมีอาการข้างเคียง เช่น อาจทำให้เกิดอาการคลื่นไส้ อาเจียน เนื่องจากระคายกระเพาะอาหาร หรือยาบางอย่างอาจกัดกร่อนกระเพาะ เช่น แอสไพริน แต่มียาบางชนิด เช่น เพนนิซิลิน แอมพิซิลิน มักจะกินก่อนอาหารที่เป็นเช่นนี้ เพราะว่าถ้ากินหลังอาหารหรือพร้อมอาหาร ยาจะไปรวมตัวกับอาหาร ทำให้ปริมาณของยาที่จะซึมเข้ากระแสเลือดและไปออกฤทธิ์นั้น ลดลงอย่างมาก
          ข้อแนะนำของการกินยาก่อนอาหารนั้น จำเป็นต้องกินยาก่อนอาหารอย่างน้อยครึ่งชั่วโมง ไม่ใช่กินยาและกินอาหารตามทันที ส่วนยาที่กินหลังอาหารนั้น สามารถกินได้ทันทีเมื่อกินอาหารเสร็จนอกจากเวลาที่กินยาแล้ว ขนาดของยาก็เป็นส่วนสำคัญ การที่กำหนดว่ายาอย่างหนึ่งต้องกินขนาดครั้งละเท่าใดนั้น เขาได้ทดลองยาดังกล่าวมาแล้วว่ายาดังกล่าวใช้เท่าไรจึงจะได้ผลในการรักษา ถ้าใช้ยาได้ถูกกับโรคและขนาดยาที่เขากำหนดนั้น จะไม่ทำให้เกิดผลข้างเคียงหรือพิษของยาอย่างรุนแรง ฉะนั้น เราไม่ควรกินยาให้น้อยกว่าหรือมากกว่าขนาดที่เขากำหนดให้ เช่น ยาบางชนิด ให้กินครั้งละ 1 เม็ดวันละ 3 ครั้งหลังอาหาร ก็ต้องกินเช่นนั้นให้ถูกต้อง บางคนกินน้อยกว่าที่กำหนด เพราะกลัวว่าจะเกิดอันตรายจากยา จะทำให้รักษาไม่ได้ผลและในทางตรงข้าม บางครั้งคนที่ต้องการกินยาให้มาก ๆ ก็จะก่อให้เกิดอันตรายเช่นกัน

วิธีการเลือกซื้อยาที่ถูกต้อง


เราสามารถพิจารณาได้จากองค์ประกอบต่างๆ ดังนี้

1. การเลือกซื้อยาจากแหล่งที่เชื่อถือได้
แหล่งขายยาที่น่าเชื่อถือได้แก่ร้านขายยาที่ได้รับอนุญาตถูกต้องตามกฎหมาย หรือจากผู้ผลิตที่ได้รับอนุญาตอย่างถูกต้อง โดยสามารถสังเกตได้จากป้ายสถานที่ประกอบการด้านยาหรือใบอนุญาตที่แสดงให้เห็นในสถานที่ประกอบการนั้นๆ ในการซื้อยาจากร้านแผงลอยที่ไม่มีใบอนุญาต มีความเสี่ยงสูงที่จะได้รับยาที่ไม่มีคุณภาพยาลักลอบนำเข้าซึ่งไม่อาจรับรองความปลอดภัยผู้ที่บริโภคอาจได้รับสารสเตียรอยด์ซึ่งเป็นสารที่อันตรายผสมอยู่ในยาที่ซื้อมาบริโภคโดยไม่รู้ตัว
2. การดูฉลากและเอกสารกำกับยา
ตามความในมาตรา 25 แห่งพระราชบัญญัติยา พ.ศ. 2510 กำหนดให้ผู้ได้รับอนุญาตผลิตยาแผนปัจจุบัน ต้องจัดให้มีฉลาก ตามที่ขึ้นทะเบียนตำรับยาไว้ ปิดไว้ที่ภาชนะและหีบห่อบรรจุยาหรือฉลากและเอกสารกำกับยา โดยแสดงรายละเอียดดังนี้
          1. ชื่อยา (ยี่ห้อ)
          2. เลขทะเบียนตำรับยา มักจะมีคำว่า Reg.No หรือเลขทะเบียนที่ หรือทะเบียนยา สำหรับเลขทะเบียนยานี้เป็นสิ่ง
บ่งบอกว่ายานั้นได้ขึ้นทะเบียนถูกต้อง ไม่ได้ลักลอบนำเข้าจากต่างประเทศ
          3. ปริมาณหรือขนาดบรรจุของยา เช่น ยาเม็ด จะต้องแจ้งขนาดบรรจุไว้ในฉลากด้วยว่า ยานั้นบรรจุกี่เม็ด
          4. เลขที่ หรืออักษรแสดงครั้งที่ผลิตหรือวิเคราะห์ ซึ่งมักใช้คำย่อยเป็นภาษาอังกฤษ เช่น Lot No., Cont.No.,Batch No. หรือ L , C , L/C , B/C แล้วตามด้วยเลขแสดงครั้งที่ผลิต
          5. ชื่อและที่ตั้งของผู้ผลิต ยาที่ผลิตในประเทศต้องมีชื่อผู้ผลิตจังหวัดที่ตั้งสถานที่ผลิตยาด้วย ในกรณีเป็นยาที่ผลิตในต่างประเทศนำหรือสั่งเข้ามาต้องมีชื่อเมืองและประเทศที่ตั้งสถานที่ผลิตยาพร้อมทั้งชื่อของผู้นำหรือสั่งเข้ามาและจังหวัดที่ตั้งสถานที่นำ/สั่งยานั้น ๆ
          6. วันเดือนปีที่ผลิตยา มักมีคำย่อภาษาอังกฤษ Mfd. หรือ Mfg date. แล้วตามด้วย วันเดือนปีที่ผลิต หากยานั้ผลิตมานานเกิน 5 ปี ก็ไม่ควรนำมารับประทาน ส่วนยาบางชนิด เช่น ยาปฏิชีวนะ จะมีการระบุวันที่หมดอายุ โดยมีคำย่อ ว่า Exp.Date ซึ่งย่อมาจาก Expiration Date แล้วตามด้วยวันเดือนปีที่ยานั้นหมดอายุ โดยใช้คำว่า use before
          7. คำว่า "ยาอันตราย" "ยาควบคุมพิเศษ" "ยาใช้เฉพาะที่" หรือ "ยาใช้ภายนอก" แล้วแต่กรณี ว่ายานั้นเป็นยาอันตราย ยาควบคุมพิเศษ ยาใช้เฉพาะที่ หรือยาใช้ภายนอก ซึ่งจะเขียนด้วยอักษรสีแดงอ่านได้ชัดเจน
          8. วิธีใช้และคำเตือน การจัดให้มีคำเตือนไว้บนฉลากและเอกสารกำกับยานั้น ใช้สำหรับยาที่รัฐมนตรีประกาศ หรือในกรณีที่กฎหมายบังคับ

          รายละเอียดต่างๆ เหล่านี้หลักการเบื้องต้นสิ่งที่ละเลยไม่ได้ในการซื้อยามารับประทานเอง อย่างไรก็ตามหากพบความผิดปรกติจากการรับประทานยาเอง หรือทานยาแล้วไม่สามาถรักษาอาการที่เกิดขึ้นได้ก็ควรรีบไปปรึกษาแพทย์จะดีที่สุด

    สอบถามเพิ่มเติมที่ร้านขายยา


    ที่มา ขอขอบคุณข้อมูลดีๆ จากhttp://guru.sanook.com/3936/เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับยา-%26/

วันพฤหัสบดีที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

โรคเหา วิธีการรักษา หลังจากอย.ห้ามใช้ LINDANE

ภาพจาก: http://tinyzone.tv/HealthDetail.aspx?ctpostid=520

     โรคเหาที่หนังศีรษะ (Pediculosis capitis) พบได้บ่อยในเด็กวัยเรียน (เพราะเด็กนักเรียนจะวิ่งเล่นใกล้ชิดกันมาก) โดยเฉพาะเด็กผู้หญิงและคนที่อาศัยอยู่ในชุมชนแออัด บางคนไม่มีอาการมากเท่าใด แต่อาจสร้างความรำคาญได้

สาเหตุของการเกิด: 

     เชื้อโรคเหา- เหาเกิดจากเชื้อปาราสิต ชื่อว่า "Pediculus humanus" ซึ่งอาศัยอยู่บนหนังศีรษะ เส้นผม ขน ปาราสิตนี้จะคอยดูดเลือดกินเป็นอาหาร และวางไข่บนเส้นผม โดยหลั่งสารไคติน (chitin) หุ้มปลายหนึ่งของไข่ ให้เกาะติดแน่นอยู่ มองเห็นได้ด้วยตาเปล่า บางคนไม่มีอาการเท่าใด แต่จะสร้างความรำคาญใจได้

 
พฤติกรรมของเหา: 


     เป็นการติดต่อทางการสัมผัสโดยตรง (direct contact) เช่น การใช้หวี แปรง ร่วมกัน การใช้หมวก ร่วมกัน การใช้หมอน ที่นอนร่วมกัน จากศีรษะคนหนึ่งไปที่ศีรษะอีกคนหนึ่งเพราะฉะนั้นจึงมักพบระบาดในโรงเรียน ได้บ่อย เพราะเด็กนักเรียนจะวิ่งเล่นใกล้ชิดกันมาก

วงจรชีวิตของเหา:

 ไข่เหา:  ตลอดชีวิตแม่เหาหรือโลน 1 ตัว วางไข่ได้ดังนี้
      - เหาหัว 50-150 ฟอง
      - เหาตัว 270-300 ฟอง
      - โลน ประมาณ 26 ฟอง
      - ฟักภายใน 7 - 10 วัน มีสีขาวขุ่น อยู่ติดกับโคนผมหรือขน
ตัวกลางวัย-  ลอกคราบ 3 ครั้ง ใช้เวลาในการเจริญเติบโต 7 - 13 วัน
ตัวเต็มวัย-  ผสมพันธุ์และวางไข่ภายใน 1 - 2 วัน มีอายุ 2 - 4 สัปดาห์

ชนิดของเหา:

เหาคนมี 3 ชนิด
เหาหัว - อาศัยอยู่บนศีรษะ ดูดเลือดจากศีรษะ และทำให้คัน เกิดการอักเสบ เป็นแผลติดเชื้อ 
เหาตัว - อาศัยอยู่ตามขนบริเวณลำตัวและตะเข็บเสื้อผ้า นอกจากดูดเลือดและทำให้คันแล้ว ยังเป็นตัวการนำโรคหลายชนิด เช่น epidemic typhus, trench fever, relapsing fever 
โลน - อาศัยอยู่ตามขนบริเวณอวัยวะสืบพันธุ์ ทำให้เกิดอาการคันรุนแรงมาก



อาการของการเกิดโรคเหา :
     
     จะมีอาการคันที่บริเวณด้านหลังและด้านตรงศีรษะ ถ้าเกามากเป็นหนอง สะเก็ดแห้งกรัง ได้ บางครั้งเกิดการติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อนทำให้ต่อมน้ำเหลืองที่บริเวณท้ายทอย และข้างคอโตได้ ในทางตรงกันข้าม บางคนอาจจะไม่มีอาการใดมาก ไม่คันมาก
ตำแหน่งที่อยู่ของเหาพบบ่อย : 

เหาจะพบบ่อยที่ศีรษะด้านท้ายทอย หลังหู อาจลามมาที่คิ้ว คอ ได้ แต่พบน้อย

การตรวจร่างกาย : 


ตัวเหาบนศีรษะ สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า หรืออาจใช้แว่นขยายช่วยส่องดู ผู้ป่วยส่วนใหญ่จะมีตัวเหาบนศีรษะน้อยกว่า 10 ตัว น้ำลายของตัวเหาจะมีสารซึ่งระคายเคืองผิวหนังได้ ทำให้เกิดตุ่มคันตรงรอยกัด


วิธีการรักษาเหา :



     -การโกนผม จะช่วยได้มาก และสะดวกดี ไม่สิ้นเปลือง แต่เด็ก จะอายเพื่อนฝูง

     -การใช้หวีเสนียด คือ หวีซึ่งมีซี่ของหวีถี่มากใช้สางผมทำให้ทั้ง ตัวเหาและไข่เหา หลุดติดกับหวีออก         มาได้
     -การใช้ยาฆ่าเหา ชื่อทางการค้าว่า จาคูติน (Jacutin) ใช้ทา ศีรษะ ทิ้งไว้ 12 ชั่วโมง ล้างออกใช้ทา           ติดต่อกัน 3 วัน
     -การใช้ยาปฏิชีวนะ ถ้าเกิดมีเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อนเกิดขึ้น
     -ยากินกลุ่มแอนติฮีสตามีน ใช้กินเพื่อระงับอาการคัน

ยาที่เกี่ยวข้อง :

ยาที่ใช้บ่อย Malathion
, Benzyl alcohol lotion

สมุนไพรรักษาโรคเหา :


ขนานที่ 1 ใช้น้ำส้มสายชูชะโลมศีรษะ เอาผ้าโพกหว้สักครึ่งชั่วโมงค่อยสระผม แล้วเอาหวีถี่ ๆ สางเอาตัวและไข่เหาออก หลังจากนั้น 2 อาทิตย์ทำอีกครั้งหนึ่ง และหลังจากนั้นอีก 2 อาทิตย์ จึงทำอีกครั้งหนึ่ง น้ำส้มสายชูทำให้ไข่เหาร่วงหลุดไปได้ (ให้ใช้น้ำส้มสายชูแท้เท่านั้น)


ขนานที่ 2 เอาผลมะกรูดใบใหญ่ที่แก่จัดน้ำมาก นำไปเผาไฟหรือย่างไฟให้สุก ทิ้งไว้ให้เย็น เอามาคลึงให้มีน้ำมาก ๆ ผ่าครึ่งบีบน้ำลงบนหัวขยี้ให้ทั่ว ใช้หวีถี่ ๆ สางเส้นผม จะมีไข่เหาติดออกมา ทำอาทิตย์ละครั้ง ทำทั้งหมด 3 ครั้ง


ขนานที่ 3 เอาใบน้อยหน่ามา 5-8 ใบ โขลกให้ละเอียด ผสมน้ำและทาผมให้ทั่ว เอาผ้าคลุมไว้สักครึ่งชั่วโมง จึงล้างน้ำออก ฟอกด้วยยาสระผมอีกครั้งหนึ่ง แล้วใช้หวีถี่ ๆ สางเอาตัวและไข่เหาออก
ข้อควรระวัง อย่าให้น้ำน้อยหน่าเข้าตา เพราะจะแสบตามาก


ขนานที่ 4 เอาใบสะเดาแก่ ๆ สัก 2-3 กำมือ โขลกให้ละเอียด ผสมน้ำพอเหลวนิดหน่อย ทาผมให้ทั่วปล่อยให้แห้ง แล้วค่อยสระผมด้วยแชมพู


ขนานที่ 5 เอาลูกบวบขมแกะเปลือกออก เอาน้ำในลูกบวบขมทาผมให้ทั่ว ทิ้งไว้สัก 2-3 นาที
 
ขนานที่ 6 ใช้ผลมะตูมสุกมาผ่า เอายางจากผลมะตูมสุกทาผม แล้วหวีให้ทั่ว ปล่อยไว้ให้แห้ง เหาจะตายหมดแล้ว ล้างน้ำ ต่อจากนั้นจึงหวีออก





ขอขอบคุณ ข้อมูลจาก http://tinyzone.tv/HealthDetail.aspx?ctpostid=520



สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ 

 — ที่ ร้านขายยาบางบอน5เภสัช


วันอังคารที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

หน้าฝนแบบนี้ ดูแลสุขภาพให้ดี ไม่ยากเลย !

หน้าฝนแบบนี้ มาดูแลสุขภาพให้ดีกันเถอะ!!




      แน่นอนว่าหน้าฝนที่วันดีคืนดีก็มีพายุเข้า ฝนตกกระหน่ำ บางวันก็ร้อนอบอ้าวซะจนปรับตัวกันไม่ทัน คงจะสั่นคลอนสุขภาพของทุกคนน่าดู บางคนอาจจะมีอาการไอ และเจ็บคอกันไปแล้วบ้าง หรือใครที่ร่างกายอ่อนแอหน่อยก็อาจจะล้มหมอนนอนเสื่อกันแล้วก็มี ถ้าอย่างนั้นวันนี้เรามาดูแลสุขภาพในหน้าฝนด้วยวิธีต่อไปนี้กันก่อนดีกว่าค่ะ

    พกร่ม เสื้อกันฝน และผ้าขนหนู

              ก่อนอื่นเราควรต้องป้องกันตัวเองไม่ให้เปียกฝนก่อน เพราะถ้าหากเปียกฝนก็อาจจะมีสิทธิ์เป็นหวัด ไอ จาม หรือเป็นไข้เอาได้ง่าย ๆ และในช่วงฤดูฝนที่ฝนตกไม่แน่นอนอย่างนี้ เราก็ควรต้องพกร่ม เสื้อกันฝน หรือผ้าขนหนูติดตัวไว้ตลอด เผื่อต้องลุยฝนขึ้นมาจะได้กางร่มหรือใส่เสื้อกันฝนป้องกันได้ และหากส่วนไหนของร่างกายเปียกฝน โดยเฉพาะส่วนหัว ก็จะได้ใช้ผ้าขนหนูซับผมให้แห้งให้ได้มากที่สุด เพื่อป้องกันอาการปอดบวมนั่นเองค่ะ



    ดื่มน้ำเยอะ ๆ

              แม้ว่าในช่วงฤดูฝนจะมีทั้งสายฝน และความชื้นอยู่พอสมควร แต่อากาศก็ยังคงร้อนอยู่ดี ซึ่งก็ทำให้ร่างกายของเราเสียเหงื่อไปไม่น้อยเช่นกัน ดังนั้นเราก็ควรดื่มน้ำเยอะ ๆ ไว้ก่อน เพื่อรักษาอุณหภูมิในร่างกายให้อยู่ในระดับที่พอเหมาะ และเพื่อป้องกันร่างกายสูญเสียน้ำจากการที่เหงื่อออกมาจนเกินไปด้วย ซึ่งแพทย์ก็ได้ย้ำว่า โดยปกติแล้วร่างกายของเราจะสูญเสียน้ำประมาณ 4% ของน้ำหนักร่างกาย ทั้งจากการที่เหงื่อออก และการขับปัสสาวะ 

              อีกทั้งร่างกายจะมีภาวะขาดน้ำต่อเมื่อร่างกายสูญเสียน้ำไปประมาณ 1% ของน้ำหนักตัว ดังนั้นแพทย์จึงแนะนำให้เราดื่มน้ำไม่ต่ำกว่า 1.5 ลิตรในแต่ละวันนั่นเอง ซึ่งภาวะร่างกายขาดน้ำ หรือได้รับน้ำไม่เพียงพอ อาจจะทำให้เกิดอาการหน้ามืด เป็นลมแดด เนื่องจากระบบต่าง ๆ ภายในร่างกายปรวนแปร
              นอกจากนี้ควรหลีกเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์ด้วย เพราะแอลกอฮอล์จะยิ่งขับน้ำในร่างกายออกมา จนทำให้เราตกอยู่ในภาวะเสี่ยงขาดน้ำได้เช่นกัน อีกทั้งแพทย์ยังแนะนำอีกด้วยว่า หากคุณเหงื่อออกมาก และรู้สึกไม่อยากดื่มน้ำ ให้ค่อย ๆ จิบน้ำทีละนิดแทนการดื่มน้ำอึกใหญ่รวดเดียวหมด เพราะการดื่มน้ำมาก ๆ ในคราวเดียว จะกระทบกับระบบการทำงานของไตและหัวใจค่ะ




    หลีกเลี่ยงการลุยน้ำท่วมขัง

              ฝนตกหนัก ๆ บางทีก็อาจจะเกิดน้ำท่วมขังในบางพื้นที่ และนอกจากเราจะไม่ควรเดินลุยฝนแล้ว เราก็ยังไม่ควรเดินลุยน้ำท่วมขังเหล่านี้ด้วย เพราะน้ำที่ท่วมขังจะมีเชื้อโรคอยู่มากมาย ที่จะนำมาซึ่งอหิวาตกโรค โรคมือเท้าเปื่อย ไทรอยด์ ไข้ขึ้นสูง และแผลอักเสบ เป็นต้น อีกทั้งก็ควรล้างมือและเท้าให้สะอาดทุกครั้งเมื่อเข้าบ้าน หรือเมื่อจะรับประทานอาหาร ส่วนน้ำดื่มก็ควรจะต้องผ่านการต้มสุกก่อนด้วย เพื่อป้องกันเชื้อโรคที่มากับความชื้นในหน้าฝน ซึ่งอาจเป็นสาเหตุให้เราเกิดอาการท้องร่วง ท้องเสียอย่างรุนแรงในภายหลัง






    พยายามทำตัวให้แห้งอยู่เสมอ

              การเตรียมร่ม เสื้อกันฝน ผ้าขนหนู หรือเสื้อผ้าไว้ผลัดเปลี่ยนในกรณีที่จำเป็นต้องลุยฝน ก็จะช่วยให้คุณไม่ต้องตกอยู่ในสภาพเปียกปอนนานนัก เพราะแพทย์ได้บอกว่า การอยู่ในสภาพเปียกชื้น อาจทำให้ร่างกายเป็นตะคริว เป็นหวัด และเป็นไข้ได้ 

              ดังนั้น หากวันไหนที่เปียกฝน อย่าเพิ่งรีบเดินเข้าห้องแอร์เย็นฉ่ำ เพราะจะทำให้ร่างกายปรับตัวไม่ทัน ให้คุณรีบผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าและอาบน้ำสระผมทันทีที่ถึงบ้าน และควรจะอาบน้ำอุ่นด้วย เพราะเป็นวิธีที่ช่วยให้อุณหภูมิร่างกายกลับมาเป็นปกติได้เร็วที่สุด นอกจากนี้ควรนำผ้าขนหนูอุ่น ๆ มาประคบที่แขนและขา เพื่อป้องกันการเกิดตะคริวด้วยนะคะ




    กินอาหารให้ถูกสุขลักษณะ

              อากาศชื้น ๆ ในหน้าฝนเป็นอุณหภูมิที่พอเหมาะกับเชื้อโรค แบคทีเรีย และจุลินทรีย์ทั้งหลาย ที่จะมีโอกาสได้ดี๊ด๊าลอยนวลอย่างมีความสุข ฉะนั้นก่อนจะรับประทานอาหารอะไร ก็ควรต้องมั่นใจก่อนว่าอาหารจานนั้น ๆ จะได้รับการปรุงสุกแบบสด ๆ ร้อน ๆ รวมไปถึงร่างกายของเราก็ต้องสะอาดและถูกสุขอนามัยด้วยเช่นกัน อย่าลืมล้างมือให้สะอาดหมดจดทุกครั้งก่อนรับประทานอาหาร และพยายามดื่มน้ำต้มสุกเยอะ ๆ ด้วย เพื่อเสริมสร้างให้ระบบต่าง ๆ ภายในร่างกายทำงานได้อย่างเป็นปกติ ไม่ปรวนแปร จนเป็นช่องโหว่ให้เชื้อโรคร้ายมาคุกคามได้




    อยู่ให้ห่างจากยุง

              เรารู้กันดีว่ายุงจะชุกชุมในช่วงฤดูฝนมากเป็นพิเศษ เนื่องจากสภาพอากาศ ความชื้น อุณหภูมิที่เหมาะสม และสภาพแวดล้อมที่เอื้ออำนวยต่อการเจริญพันธุ์ของยุง อีกทั้งยุงในฤดูฝนก็จะเป็นพาหะนำโรคร้ายอย่างไข้เลือดออกมาให้เราอีกด้วย 

              ดังนั้นคงดีกว่าหากเราจะป้องกันเอาไว้ก่อนด้วยการกำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ของยุง หากรอบ ๆ บ้านมีแอ่งน้ำ ก็ถมและกำจัดน้ำที่ขังอยู่ตามภาชนะต่าง ๆ ให้หมด ฉีดพ่นยากันยุงรอบ ๆ บ้าน จัดแต่งสวนให้โล่งเตียน ในสระว่ายน้ำก็ควรใส่ทรายอะเบทป้องกันยุงเอาไว้ด้วย และควรตรวจสอบรูรั่วของหน้าต่างมุ้งลวดให้ดี หากพบว่าขาดชำรุดก็ต้องรีบซ่อมแซมทันที นอกจากนี้ควรทาโลชั่นกันยุง หรือฉีดตะไคร้หอมป้องกันยุงเสริมเข้าไปอีกวิธี เพื่อให้แน่ใจว่ายุงจะไม่มากวนใจให้เราต้องเสี่ยงเป็นไข้เลือดออกอย่างแน่นอนค่ะ




    ล้างผักผลไม้และอุปกรณ์ทำครัวให้สะอาด
              ในสภาพอากาศชื้นแฉะในหน้าฝน ไม่เพียงแต่เชื้อโรค แบคทีเรีย และจุลินทรีย์จะเจริญเติบโตได้ดีเพียงอย่างเดียว แต่เชื้อราก็มีโอกาสแฝงตัวเนียน ๆ มากับอาหารและข้าวของเครื่องใช้เราได้อย่างสบาย ๆ เลยล่ะ 

              ฉะนั้นก่อนจะประกอบอาหารทุกครั้ง ก็ควรต้องล้างผัก ผลไม้ และวัตถุดิบทุกชนิดให้สะอาดหมดจด โดยเฉพาะผักและผลไม้ ควรแช่ด่างทับทิมก่อนประมาณ 5 นาที จากนั้นค่อยนำไปล้างผ่านก๊อกน้ำให้สะอาดอีกครั้ง รวมไปถึงอุปกรณ์ทำครัวต่าง ๆ ที่ถูกเก็บไว้ในลิ้นชัก หรือที่แขวนเอาไว้ก็ต้องนำมาล้างอย่างหมดจดเช่นกัน เพื่อป้องกันเชื้อราและเชื้อโรคที่แฝงตัวอยู่ไม่ให้เนียนเข้ามาในร่างกายของเราได้นะจ๊ะ




    รับประทานสมุนไพร

              สมุนไพร เช่น ตะไคร้ ข่า ขิง กระเทียม และขมิ้น ล้วนมีคุณสมบัติช่วยรักษาอุณหภูมิและส่งเสริมระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายได้เป็นอย่างดี จึงเหมาะที่เราจะรับประทานสมุนไพรเหล่านี้ในฤดูฝนซึ่งเป็นฤดูที่ร่างกายมีโอกาสต้องปรับตัวไปตามสภาพอากาศที่แปรปรวนอยู่เสมอ เดี๋ยวก็ร้อนอบอ้าว เดี๋ยวก็เย็นชื้นเพราะฝนตก

              นอกจากนี้ผลไม้รสเปรี้ยวประเภท ส้ม มะนาว เกรปฟรุต หรือผลไม้ที่อุดมไปด้วยวิตามินซีอย่าง ฝรั่ง สตรอว์เบอร์รี มะขามเทศ มะขามป้อม และลูกพลับ เราก็ควรต้องกินด้วยเช่นกัน เนื่องจากผลไม้ที่มีวิตามินซีเหล่านี้ จะช่วยรักษาระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายให้ทำงานได้อย่างเป็นปกติดี ร่างกายเราก็จะแข็งแรง ไม่โดนเชื้อโรคร้ายใด ๆ คุกคามได้ง่าย ๆ




    หากไอให้ใช้กระดาษทิชชูปิดปากแทนมือ

              เมื่อมีอาการไอ ให้ใช้กระดาษทิชชูปิดปากแทนการใช้มือเปล่า ๆ ปิดปาก เพราะเชื้อโรคจะได้ไม่แพร่กระจายมายังมือของเรา ป้องกันเวลาเราเผลอใช้มือหยิบจับอาหารเข้าปาก หรือใช้มือเช็ดตามส่วนอื่น ๆ ของร่างกาย แต่ถ้าเผลอใช้มือปิดปากเวลาไอไปแล้ว ก็ควรต้องรีบล้างมือด้วยน้ำและสบู่ทันทีทุกครั้งด้วยนะคะ

              ทั้งหมดนี้ก็เป็นแนวทางดูแลสุขภาพและร่างกายให้รอดปลอดภัยในช่วงหน้าฝน ซึ่งในระหว่างที่ฝนตกบ้างไม่ตกบ้างอย่างนี้ ก็อยากให้ทุกคนดูแลสุขภาพให้ดี อย่าเผอเรอปล่อยปละละเลยรายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ ไป จนทำให้เป็นไข้หวัด หรือมีอาการป่วยกันได้นะคะ ทางไหนที่เราจะป้องกันได้ ก็ควรทำเนอะ


    สอบถามเพิ่มเติมที่ร้านขายยา


    ที่มา ขอขอบคุณข้อมูลดีๆ จาก http://health.kapook.com/view67260.html

วันจันทร์ที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

ยาคุมฉุกเฉิน

ยาคุมฉุกเฉิน

ยาคุมฉุกเฉิน

ยาเม็ดคุมกำเนิดแบบฉุกเฉิน จะมียาเพียง 2 เม็ด ซึ่งประกอบด้วยฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนอย่างเดียวในปริมาณที่สูงมาก เพื่อกระตุ้นให้ผนังมดลูกของเราโตเต็มที และจำทำให้มีประจำเดือนมาภายใน 2-3 วัน แต่ถ้าประจำเดือนยังไม่มาภายใน 2-3 วัน ควรทำการทดสอบการตั้งครรภ์

วิธีกินยาคุมฉุกเฉิน

  1. ให้ทานเม็ดแรกทันทีหรือภายใน 72 ชั่วโมงหลังมีเพศสัมพันธ์ ยิ่งรับประทานได้เร็วเท่าใหร่ยิ่งดี
  2. รับประทานเม็ดที่ 2 ภายใน 12 ชั่วโมง หลังจากเม็ดแรก
  3. สามารถรับประทานครั้งเดียว 2 เม็ดพร้อมกันได้ แต่อาจจะทำให้เกิดผลข้างเคียงมากกว่าการทานทีละเม็ด เช่น อาการคลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้อง ปวดศรีษะ เป็นต้น

ผลข้างเคียงของการกินยาคุมฉุกเฉิน

  1. ยาคุมฉุกเฉินเมื่อรับประทานแล้ว อีก 2-3 วันจะต้องมีประจำเดือนมาทุกครั้ง และจะทำให้เลือดออกมากกว่าปกติ จึงไม่ควรกินยาคุมฉุกเฉินเกิน 2 แผงต่อเดือน เพราะจะทำให้ร่างกายเสียเลือดมากเกินไป
  2. การกินยาคุมฉุกเฉินพร่ำเพรื่อจะทำให้ร่างกาย อ่อนเพลีย เหนื่อยล้า สมองสั่งงานช้า ส่งผลกระทบต่อการเรียนและการทำงาน
  3. ประจำเดือนมาไม่ปกติ คลื่นไส้ อาเจียน ปวดศรีษะ
  4. มีประสิทธิภาพในการคุมกำเนิดต่ำกว่ายาเม็ดคุมกำเนิดแบบ 28 และ 21 เม็ด

มีเพศสัมพันธ์ผ่านไป 3 วัน กินยาคุมฉุกเฉินทันใหม?

ถ้ามีเพศสัมพันธ์ผ่านไป 72 ชั่วโมงหรือ 3 วันแล้วโดยไม่ได้คุมกำเนิด สามารถรับประทานยาคุมกำเนิดฉุกเฉินอีกชนิดหนึ่งเรียกว่า ลีโวนอร์เจสเตรล (levonorgestrel) รับประทานครั้งเดียว 2 เม็ด ภายใน 120 ชั่วโมง หรือ 5 วัน

ใช้ยาคุมฉุกเฉินเมื่อจำเป็นเท่านั้น

ยาคุมฉุกเฉิน ควรใช้เมื่อมีความจำเป็นเท่านั้น เช่น พลาดพลั้งเกิดการมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ได้ตั้งใจ หรือลืมทานยาเม็ดคุมกำเนิด จึงจำเป็นต้องใช้เพื่อช่วยป้องก้นการตั้งครรภ์ แต่ถ้ามีเพศสัมพันธ์เป็นประจำหรือมากกว่า 2 ครั้งต่อเดือน ควรใช้วิธีอื่นในการคุมกำเนิดเพื่อประสิทธิภาพในการคุมกำเนิดที่ดีกว่า เพราะยาคุมฉุกเฉินสามารถป้องกันการตั้งครรภ์ได้เพียง 75-85 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น
สำหรับวัยรุ่นที่มีเพศสัมพันธ์ควรวางแผนการป้องกันการตั้งครรภ์ก่อนที่จะมีเพศสัมพันธ์ แนะนำให้ใช้ถุงยางอนามัยในการคุมกำเนิด เพราะนอกจากจะช่วยป้องกันการตั้งครรภ์แล้วยังช่วยป้องกันการติดโรคทางเพศสัมพันธืได้ด้วย

Tips

  • กินยาคุมฉุกเฉินขณะตั้งครรภ์ไม่ส่งผลทำให้เด็กในท้องพิการและไม่มีผลเสียต่อร่างกาย เพราะยาคุมฉุกเฉินเป็นฮอร์โมนตามธรรมชาติที่ร่างกายเรามีอยู่แล้ว
  • ถ้าจำเป็นต้องใช้ สามารถซื้อได้เองตามร้านขายยาโดยไม่ต้องมีใบสั่งแพทย์

สอบถามเพิ่มเติมที่ร้านขายยา

 — ที่ ร้านขายยาบางบอน5เภสัช

ที่มา ขอขอบคุณข้อมูลดีๆ จาก http://www.medicthai.com/เกี่ยวกับยา/item/146-ยาคุมฉุกเฉิน

วันอาทิตย์ที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2557

ยาเม็ดคุมกำเนิด

ยาเม็ดคุมกำเนิด


                  ยาเม็ดคุมกำเนิดเป็นวิธีการคุมกำเนิดที่คุณผู้หญิงนิยมใช้กัน เนื่องจากสะดวก ปลอดภัย และมีประสิทธิภาพสูง การใช้ยาอาจจะยุ่งยากสำหรับน้องสาวมือใหม่ มาลองฟังข้อมูลที่ถูกต้องเกี่ยวกับยาเม็ดคุมกำเนิด เพื่อการใช้ที่ถูกต้อง

ก่อนเริ่มใช้ควรทำอย่างไร

· แนะนำให้ไปหาแพทย์เสียก่อนเพื่อตรวจสุขภาพว่า ตัวคุณเองไม่เป็นโรคที่ห้ามใช้ยาเม็ดคุมกำเนิด หรือมีปัจจัยเสี่ยงกับสุขภาพหากใช้ยาคุม เช่นระดับไขมันในเลือดสูงอยู่แล้ว

· ต้องมั่นใจว่าไม่ได้ตั้งครรภ์ เพราะยาเม็ดฮอร์โมนเมื่อทานเข้าไป มีผลอันตรายต่อทารกได้

วิธีเริ่มต้นทานยาแผงและแผงต่อไป

สำหรับแผงแรก

· สำหรับยาเม็ดแบบ 21 เม็ด เมื่อได้ยาแผงแรกมา พอประจำเดือนมาวันแรกให้นับเป็นวันที่ 1 เม็ดแรกของแผงให้เริ่มกินภายใน 5 วันของรอบเดือน

· สำหรับยาเม็ด 28 เม็ด จะเริ่มทานเม็ดแรกในวันแรกที่มีประจำเดือนเลย

· หากในแผงยามีคำว่า เริ่มต้น หรือ START ให้เริ่มกินเม็ดนั้นก่อน หรือเม็ดที่อยู่ในบริเวณเริ่มต้น และกินไปตามลูกศรที่ชี้ไว้

· หากเป็นยาเม็ดชนิดที่เริ่มทานเม็ดไหนก็ได้ เพื่อให้จำง่ายควรเลือกเม็ดยาตรงกับวันที่กิน เช่น เริ่มกินวันจันทร์ก็เลือกเม็ดยาที่ตรงกับวันจันทร์ หรือมีอักษร "จ" หรือ "MON" กำกับ

สำหรับแผงต่อไป

· ยาชนิด 21 เม็ด เมื่อหมดแผงแรกแล้ว ให้หยุดยา (ปกติหมดเม็ดที่ 21 แล้ว อีก 2-3 วันรอบเดือนก็จะมา) รอจนประจำเดือนมาแล้วจึงเริ่มแผงใหม่ในวันที่ 5 ได้เลย โดยนับวันที่เริ่มมีประจำเดือนมาเป็นวันที่ 1 เช่นเดิม หรือเว้นไม่กิน 7 วัน เมื่อครบ 7 วันที่ไม่กินแล้ว วันที่ 8 ให้เริ่มแผงใหม่ทันที ไม่ว่ารอบเดือนจะมาหรือไม่มา

· ชนิด 28 เม็ด เมื่อหมดแผงแรกไม่ต้องหยุดทาน เริ่มต้นแผงใหม่ในวันรุ่งขึ้นได้เลย ไม่ต้องรอรอบเดือน ไม่ว่ารอบเดือนจะมาหรือไม่มา รอบเดือนจะหยุดหรือไม่หยุดก็ตาม

                                              
   

ต้องทานติดต่อกันทุกวัน

ต้องทานทุกวัน วันละ 1 เม็ด ควรเป็นเวลาเดียวกัน เพื่อให้ได้รับปริมาณความเข้มข้นของยาในกระแสเลือดสูงเพียงพอและสม่ำเสมอในการออกฤทธิ์

เมื่อลืมทานยา

· นึกได้เวลาใด ให้ไปหยิบเม็ดที่ลืมมาทานทันที (เท่ากับทานเม็ดนั้นช้าไปหน่อย) ห้ามผลัดวันอีกต่อไป แล้วทานเม็ดถัดมาตามเวลาที่เคยทานอยู่ประจำ แต่ถ้านึกได้ในเวลาที่ต้องทานอีกเม็ด ก็ทานสองเม็ดควบเลย

· ถ้าลืมทาน 2 เม็ด ให้ทาน 2 เม็ดทันทีที่ลืม แล้วเช้าวันรุ่งขึ้นทานอีก 1 เม็ด เย็นนั้นทาน 1 เม็ด เช้าวันรุ่งขึ้นทานอีกเม็ด (เพิ่มตอนเช้า สองเช้า เช้าละเม็ด) กรณีเช่นนี้อาจทำให้รอบเดือนมากระปริบกระปรอยได้ และถ้าลืมในช่วง 1 – 7 เม็ดแรก โอกาสพลาดอาจเกิดขึ้นได้เนื่องจากปริมาณยาสูงๆต่ำๆไม่เพียงพอในการออกฤทธิ์ จึงต้องใช้การคุมกำเนิดวิธีอื่นช่วยด้วย เช่นใช้ถุงยางอนามัยร่วมด้วย แต่ถ้าลืมในช่วงท้ายๆหรือจะหมดแผงก็ไม่ค่อยมีผลมากเท่าไหร่

· ถ้าลืมทาน 3 เม็ด ก็หยุดยาเลยครับ รอให้รอบเดือนมาใหม่ กลับไปใช้วิธีคุมกำเนิดแบบอื่นๆ แล้วเริ่มต้นแผงใหม่ภายใน 5 วัน นับจากวันแรกที่มีประจำเดือน

· ถ้าทานยาแล้วอาเจียน ถ้าอาเจียนหลัง 2 ชั่วโมงไปแล้วก็ไม่มีผลอะไร แต่ถ้าอาเจียนภายใน 2 ชั่วโมง ก็ต้องทานซ้ำอีกเม็ดทันที ถ้าเป็นยาคุมแบบที่มีฮอร์โมนเท่ากันทุกเม็ด จะทานเม็ดไหนก็ได้ แต่ถ้าเป็นแบบ triphasic คือ แต่ละเม็ดมีฮอร์โมนไม่เท่ากัน ก็ต้องซื้ออีกแผงมาเสริมเม็ดที่อาเจียนออกไป ทานตรงเม็ดที่อาเจียนออกไป

· หากมีอาการท้องเดินหลายวัน การดูดซึมของยาจะไม่ดี ควรใช้การป้องกันวิธีอื่นช่วยด้วย (กรณีเช่นนี้อาจมีเลือดออกกระปริบกระปรอยได้)

ทานไปแล้ว มีผลข้างเคียง

ที่พบบ่อยได้แก่ คลื่นไส้ มีเลือดออกระหว่างรอบเดือน ปวดศีรษะ วิงเวียน ซึมเศร้า มีสิวฝ้า คัดเต้านมและเจ็บ น้ำหนักเพิ่ม มีประจำเดือนน้อยลง อาการข้างเคียงเหล่านี้ จะเกิดขึ้นได้โดยเฉพาะ 2-3 เดือนแรกของการใช้ยา เนื่องจากระบบฮอร์โมนของคุณกำลังปรับตัวอยู่ ไม่เป็นอันตรายแต่อย่างใด ไม่จำเป็นต้องหยุดยา แต่หากมีอาการรุนแรงควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรทันที

ระหว่างนี้กำลังทานยาอื่นประจำอยู่

· ยาเม็ดคุมกำเนิดอาจเกิดปฏิกิริยาต่อกันระหว่างยาทำให้ยาที่ทานอยู่ประจำ หรือทานควบคู่กันอยู่มีประสิทธ์ภาพเปลี่ยนไป

· ยาปฏิชีวนะ ยาป้องกันการชักบางชนิด ยาลดน้ำตาลในเลือด (ยาเบาหวาน) อาจลดประสิทธิภาพลง หากต้องใช้ยาเหล่านี้ร่วมกันควรปรึกษาเภสัชกรใจดีที่ร้านยาหรือที่โรงพยาบาลได้เลย

เลือกยาเม็ดคุมกำเนิดแบบไหนดีนะ




จะเลือกยาคุมแบบไหนดี
แนวทางของเภสัชกรชุมชน มีคำแนะนำดังต่อไปนี้ เมื่อคุณๆเดินเข้าไปขอคำปรึกษาในการเลือกยาคุม

1. คุณเป็นผู้หญิงแบบไหน

ในทางการแพทย์แบ่งรูปแบบของคุณผู้หญิงออกเป็นแต่ละแบบ โดยดูจากรูปทรงองค์เอวภายนอกของสาวๆแต่ละรายที่จะสัมพันธ์กับระดับของฮอร์โมนเพศหญิง ในแต่ละท่านจะไม่เหมือนกัน ซึ่งสามารถแบ่งได้เป็นสามแบบดังนี้

1.1 ผู้หญิงแบบ estrogenic

แบบนี้บางทีเรียกว่าแบบ “ผู้หยิ้ง ผู้หญิง” ถ้าพิศดูจากรูปทรงแล้วคุณๆก็เป็นแบบประเภทเนื้อ นม ไข่ คือมักมีรูปร่างอวบ ผิวเนียนไม่ค่อยมีขน ถ้าสอบถามประวัติการมีประจำเดือนที่ผ่านมา ก็มักจะมีเลือดประจำเดือนออกมาในปริมาณมาก แต่ละครั้งมาทีหนึ่งก็จะออกนานกว่า 6 วัน และระยะเวลาของระยะรอบเดือนจะสั้นหรือประจำเดือนมาเร็ว คือจะน้อยกว่า 26 วันต่อครั้ง

เภสัชกรมักจะแนะนำให้ใช้ยาคุมที่มีสูตร progestogen ในปริมาณที่มากหน่อย เพื่อลดผลข้างเคียงต่างๆ

1.2 ผู้หญิงแบบปกติ

ก็มีรูปร่างเหมือนสาวๆทั่วไป รอบเดือนประมาณ 28วัน ปริมาณเลือดก็ปกติมาภายใน 4 ถึง 6 วัน

1.3 ผู้หญิงแบบ progestonic

แบบนี้เรียกว่าแบบ “ทอมบอย” รูปร่างจะออกไปทางผู้ชาย คือมักจะมีเต้านมเล็ก มีขนขึ้นตามตัว บางคนมีขนอ่อนๆขึ้นบริเวณริมฝีปากแบบเดียวกับหนวดของคุณผู้ชาย พอเป็นวัยรุ่นสาวมักจะเป็นสิวได้ง่าย พอสอบถามเรื่องรอบเดือนก็จะมีเลือดประจำเดือนมาน้อย มาครั้งหนึ่งก็น้อยกว่า 4 วัน และระยะรอบเดือนจะยาวมากกว่า 28 วัน บางคนกว่า 30 วันจึงจะมาก็มี

แบบที่สองและสาม เภสัชกรมักจะเลือกยาคุมที่มีส่วนผสมของ estrogen มากหน่อยให้




2. ช่วงอายุของคุณ

เภสัชกรมักให้ยาคุมสำหรับสตรีที่มากกว่า 16 ปี ถ้าต่ำกว่านี้ไม่แนะนำให้กินยาคุม เพราะผลจากฮอร์โมนในเม็ดยาไปรบกวนฮอร์โมนควบคุมการเติบโตตามธรรมชาติ อาจส่งผลทำให้คุณผู้หญิงตัวเตี้ยลงได้

ถ้าคุณมีอายุมากกว่า 40 ปีโดยเฉพาะหากคุณมีประวัติโรคหลอดเลือดหัวใจหรือมีระดับไขมันในเลือดสูงหรือญาติสตรีฝ่ายแม่ทีเคยเป็นโรคหัวใจขาดเลือดมาก่อน ก็ไม่แนะนำให้ใช้ยาคุมกำเนิด เนื่องจากในเม็ดยามีฮอร์โมนที่อาจไปรบกวนระบบไขมัน เภสัชกรจะแนะนำให้ใช้วิธีฉีดยาคุมกำเนิดหรือใส่ห่วงอนามัยจะปลอดภัยกว่า แต่ถ้าจำเป็นต้องใช้ ก็เลือกยาคุมสูตรที่ไม่มีเอสโตรเจนหรือมีเอสโตรเจนน้อย จะได้ไม่มีผลต่อโรคหัวใจและระบบหลอดเลือด

3. สตรีที่มีบุตรแล้ว

เภสัชกรจะสอบถามคุณว่า ระหว่างช่วงตั้งครรภ์ คุณมีอาการแพ้ท้องอย่างมากหรือเปล่า เช่น คลื่นไส้ อาเจียน หรือบวม เพราะมันเป็นสัญญาณที่แสดงให้เห็นว่าร่างกายของคุณมีการตอบสนองต่อเอสโตรเจนอย่างมาก เรามักจะเลือกยาคุมสูตรที่มีเอสโตรเจนน้อยๆ

หากระหว่างตั้งท้องแล้ว คุณมีการเพิ่มน้ำหนักจนอ้วนมากและมีสิวเกิดขึ้นมาก แสดงว่าตัวคุณมีการตอบสนองต่อโปรเจสโตเจนและแอนโดรเจนอย่างมาก เราจะแนะนำให้เลือกยาคุมที่มีสูตรผสมที่มีโปรเจสโตเจนน้อย

กรณีคุณแม่ที่มีลูกอ่อนกำลังให้นมลูกด้วยตนเอง จะเลือกยาคุมสูตรที่ไม่มีเอสโตรเจน หรือถ้ามีเอสโตรเจนก็ควรไม่เกิน 20 ไมโครกรัม แต่เมื่อหยุดให้นมลูกแล้วก็เปลี่ยนกลับมากินแบบปกติได้ เพราะเอสโตรเจนขนาดสูงอาจมีผลให้ปริมาณน้ำนมลดลงได้ และตัวฮอร์โมนเอสโตรเจนเองสามารถออกทางน้ำนม พอลูกคุณดูดเข้าไปจะทำให้เด็กตาเหลืองได้ และคุณแม่สามารถเริ่มรับประทานยาคุมได้ได้ตั้งแต่ 6 สัปดาห์หลังคลอดแล้ว

สอบถามเพิ่มเติมที่ร้านขายยา


ที่มา ภ.ญ.พูลสุข จันทร์วัฒนเดชากุล สิ่งสำคัญที่ควรรู้เมื่อคุณใช้ยาเม็ดคุมกำเนิด / นิตยสารบันทึกคุณแม่ / เภสัชกร อุทัย สุขวิวัฒน์ศิริกุล
http://www.never-age.com/2213-1-ยาเม็ดคุมกำเนิด%20รับประทานอย่างไร.html



แผลในปาก


แผลในปาก

แผลในปาก

แผลร้อนในในปากเป็นเรื่องธรรดาที่ทุกคนเป็น โดยเฉพาะผู้หญิงและผู้ที่มีอายุระหว่าง 15-45 ปี มักเกิดขึ้นที่เนื้อเยื่อบุของผิวช่องปาก อาจเกิดเพียงหนึ่งแห่งหรือหลายแห่งก็ได้ แต่ถ้าเกิดขึ้นแล้วอาจทำให้เจ็บปวดมาก
แผลในปาก บางครั้งไม่ได้เกิดจากสาเหตุร้อนในอย่างเดียว อาจเป็นเพราะกัดกระพุ้งแก้มตัวเองขณะรับประทานอาหาร แปรงฟันผิดวิธีหรือแปรงสีฟันกระแทกจนเป็นแผล หรือสาเหตุอื่น

สาเหตุของการเกิดแผลร้อนใน

  1. อาจเกิดจากความผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกัน
  2. ความเครียด
  3. ดื่มน้ำน้อย
  4. พักผ่อนไม่เพียงพอ นอนดึก
  5. กรรมพันธุ์
  6. ภาวะขาดสารอาหาร โดยเฉพาะขาดธาตุเหล็ก โฟเล็ต หรือวิตามินบี 12
  7. การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนผู้หญิงก่อนมีประจำเดือน
  8. เป็นโรคกรดไหลย้อน อีสุกอีใส โรคมือเท้าและปาก เจ็บคอ โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ

ลักษณะของแผลร้อนใน

แผลร้อนในมีลักษณะเป็นวงกลมหรือวงรีมักพบบริเวณเยื่อเมือกด้านริมฝีปาก ด้านแก้ม กระพุงแก้มและขอบของลิ้น มีขนาดเล็ก 2 มิลลิเมตร – 8 มิลลิเมตร แผลร้อนในในปากจะหายได้เองใน 10-14 วัน

อาการแผลในปาก

มีอาการแสบเจ็บ มีความเจ็บปวดเมื่อรับประทานอาหารหรือพูด เมื่อเยื่อบุผิวหนังช่องปากฉีกขาดจะเป็นแผล วงกลมรี มีสีเหลืองอ่อน ซึ่งจะทำให้มีอาการเจ็บปวดมากขึ้น แผลร้อนในในปากไม่เป็นอันตรายแต่จะทำให้คุณรู้สึกไม่สบาย รำคาญ ยิ่งเวลาที่คุณกิน ดื่ม หรือแปรงฟัน

การรักษาแผลในปาก

  1. ใช้น้ำเกลือบ้วนปาก เพื่อลดอาการเจ็บและอาการอักเสบ
  2. หลีกเลี่ยงอาหารเค็มจัดและอาหารที่มีรสเปรี้ยวและเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ เพราะสิ่งเหล่านี้อาจทำให้อาการแผลในปากมีอาการรุนแรงมากขึ้น
  3. ยาแก้ปวดหรือยาต้านอักเสบ เช่น ไอบูโปรเฟน และแอสไพริน
  4. ใช้สารสเตียรอยด์ชนิดป้ายปากเพื่อทาที่แผล มีขายตามท้องตลาด ป้ายยาที่แผลจะทำให้หายเร็วขึ้น
  5. ยาป้ายที่ผสมยาชา ป้ายก่อนรับประทานอาหารเพื่อลดอาการเจ็บแสบและช่วยผสานเนื้อเยื่อให้หายเร็วขึ้น

การวินิจฉัย

ตรวจเลือดเพื่อดูว่าร่างกายขาดสารอาหารหรือไม่ โดยเฉพาะธาตุเหล็ก โฟเล็ต หรือวิตามินบี 12 ขาดู ถ้าขาดสามารถเสริมได้จะทำให้อาการดีขึ้น

วิธีป้องกัน

แผลร้อนในเป็นสัญญาณเตือนว่าร่างกายกำลังเหนื่อยล้าและทรุดโทรม คุณควรดูแลตัวเองให้แข็งแรงด้วยการ
  1. รับประทานอาหารให้เหมาะสมและหลากหลาย
  2. นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอและออกกำลังกายในที่แจ้งและในที่ที่มีอากาศบริสุทธิ์เป็นประจำจะช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคนี้
  3. การเรียนรู้วิธีการจัดการความเครียด
  4. แปรงฟันให้ถูกวิธี
  5. ดื่มน้ำให้เพียงพอ ดื่มน้อยแต่ดื่มบ่อยๆ และไม่ควรดื่มน้ำเย็น
  6. ตรวจสุขภาพฟันทุกๆ 6 เดือน เพื่อให้แน่ใจว่าฟันของคุณมีสุขภาพดี
  7. ใช้แปรงสีฟันนุ่ม

ควรไปพบแพทย์เมื่อ?

แผลร้อนในจะหายได้เองไม่เกิน 14 วัน ถ้าเป็นแผลนานเกิน 3 สัปดาห์และมีอาการเจ็บปวดมากและอักเสบมากขึ้น

ความรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับแผลในปาก

  • แผลร้อนในไม่ใช่โรคติดต่อ คุณไม่สามารถได้รับแผลจากการจูบหรือดื่มน้ำแก้วเดียวกัน
  • การรับประทานอาหารบางชนิดสามารถเพิ่มโอกาสของการเกิดแผลที่ปาก เช่น ช็อคโกแลต กาแฟ ถั่วลิสง อัลมอนด์ สตรอเบอร์รี่ ชีส มะเขือเทศ แป้งหมี่
สอบถามเพิ่มเติมที่ร้านขายยา

วันอังคารที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2557

เซรั่มลดรอยแผลเป็น Smooth E Smooth Sca Serum

แนะนำผลิตภัณฑ์ใหม่

เซรั่มลดรอยแผลเป็น Smooth E Smooth Scar Serum


Smooth E Smooth Scar Serum ® Advance Formula Scar Therapy 
     นวัตกรรมใหม่ของเซรั่มลดรอยแผลเป็น ประกอบไปด้วย สารสกัดบริสุทธิ์จากธรรมชาติและเทคโนโลยีเปปไทด์ ซึ่งมีคุณสมบัติพิเศษช่วยลดรอยแผลเป็นในลักษณะต่าง ๆ สามารถใช้ได้ทั้งแผลเป็นที่เกิดจากสิว จุดด่างดำที่เกิดจากสิว หลุมสิวแผลไฟไหม้น้ำร้อนลวกและแผลผ่าตัด ทำให้รอยแผลนุ่มนวล เรียบเนียนขึ้นแลดูจางลง 
  1. ช่วยลดรอยแดง รอยดำ หลังการเกิดสิว
  2. ช่วยลดเลือนรอยแผลเป็นอันเกิดจากสิว
  3. ช่วยให้ขนาดของรอยแผลเป็นอันเกิดจากสิวแลดูลดลง
  4. ช่วยฟื้นฟูให้สีผิวสม่ำเสมอขึ้น
  5. ช่วยให้รอยคล้ำจากแผลเป็นจางลง และช่วยทำให้แผลเรียบเนียน
  6. ช่วยป้องกันการเกิดแผลเป็นที่มีลักษณะนูนแดงในบาดแผลที่หายใหม่
  7. ป้องกันการเกิดแผลเป็นจากสาเหตุต่าง ๆ เช่น แผลเป็นจากสิว แผลไฟไหม้ น้ำร้อนลวก
  8. ช่วยทำให้แผลเนียนนุ่ม รอยแผลเป็นดูจางลง
  9. ใช้บำรุงผิวที่มีปัญหาจากรอยแผลเป็นเช่น คีลอยด์ แผลเป็นหลังผ่าตัด ช่วยให้แผลเป็นนุ่มขึ้น
  10. ตัวยาทำจากสารสกัดสมุนไพรธรรมชาติ 5 ชนิด
  11. มีสารออกฤทธิ์เทคโนโลยีเปปไทด์

ส่วนประกอบสำคัญสกัดบริสุทธิ์จากธรรมชาติ Purifying Botanical Ingredients และเทคโนโลยีสารออกฤทธิ์ขั้นสูง  

Allium Cepa สารสกัดบริสุทธิ์จากหัวหอม ช่วยยับยั้งการอักเสบของผิวหนังและยับยั้งการเจริญเติบโตแบคทีเรีย ทำให้รอยแดงและรอยคล้ำจางลง ลดขนาดและรอยแดง ซึ่งเกิดจากแผลเป็นให้เล็กลง

Cephalin สาร บริสุทธิ์ จาก Wheat Cereal เป็น Phosphoglyceride ชนิดหนึ่งที่ช่วยลดการระคายเคือง รอยแดง ช่วยสมานผิว ไม่แผลเป็นกว้างขึ้น ช่วยให้ความชุ่มชื้นกับแผลเป็น ช่วยให้แผลนูน นุ่มขึ้น ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

Hydrolyzed ceratonia silliqua seed extract โอลิโกกาแลคโทแมนแนน ที่ช่วยสมานผิวที่ถูกทำลายได้อย่างอ่อนโยน ช่วยลดเลือดรอยแดงที่บริเวณผิว ปรับสมดุลความชุ่มชื้นที่ผิว

Centella Asiatica มี Asiaticoside ซึ่งเป็นสารกลัยโคไซด์ ออกฤทธิ์ช่วยสมานผิวช่วยให้ ทำให้รอยแผลเป็นเรียบเนียนแลดูอ่อนเยาว์

Aloe vera Extract สารสกัดจากว่านหางจระเข้ ยับยั้งการระคายเคืองของผิวหนัง และคืนความชุ่มชื่นสู่ผิว ช่วยให้แผลเป็นดูจางลง

MethylsilanolHydroxyproline ไซลานอลเทคโนโลยีเป็นออร์แกนิคซิลิคอน จุดกำเนิดของการฟื้นฟูผิว ช่วยให้รอยแผลเป็นดูจางลงและเรียบเนียนขึ้น มีงานวิจัยพบว่า ช่วยในการปรับและจัดเรียงเซลล์ผิวให้เกิดความสมดุล และก่อให้เกิดความชุ่มชื้นทำให้รอยแผลเป็นจางลง

Palmitoyl Tripeptide-5 เทคโนโลยีเปปไทด์ขนาดเล็กที่ถูกออกแบบเพื่อเติมเต็มล่องลึก ช่วยให้ผิวดูเนียนเรียบไม่เป็นแผลขรุขระ




Hyaluronic acid เติมความชุ่มชื้นทำให้ผิวมีความอ่อนนุ่ม ยืดหยุ่นเสริมการเยียวยาบาดแผล


Allantoin 
ช่วยให้ผิวเนียนนุ่ม ไม่แห้งตึงและกระตุ้นการเกิดเซลล์ผิวใหม่


Vitamin E ช่วยให้ผิวหนังเนียนนุ่ม ชุ่มชื้น แข็งแรง แผลเป็นนุ่มลง ผิวสวยสดใสขึ้น


Niacinamide ช่วยยับยั้งการสร้างเม็ดสี ทำให้รอยดำลดเลือน



    --------------------------------------


    วิธีใช้ 
         ทาบริเวณรอยแผลเป็น นวดเบา ๆ จนกระทั่งเจลซึมซาบเข้าสู่ผิว วันละ 3- 4 ครั้ง เพื่อประสิทธิภาพสูงสุด ควรใช้เป็นประจำอย่างต่อเนื่อง
    คำแนะนำ 
    • สำหรับรอยแผลเป็นใหม่ ให้ทาบริเวณบาดแผลที่ปิดสนิทแล้ว หรือ 7-10 วัน หลังเกิดแผล โดยใช้ติดต่อกันประมาณ 4-6 สัปดาห์
    • สำหรับรอยแผลเป็นเก่าและมีลักษณะนูนแข็ง ให้นวดเบาๆ ขณะใช้ ประมาณ 2-3 นาที ใช้ติดต่อกันประมาณ 4-6 เดือน
    ผ่านการทดสอบจาก Spin Control
    1. ผลิตภัณฑ์ Smooth E Smooth ScaSerum มีประสิทธิภาพในการลดเลือนลอยแผลเป็นอันเกิดจากสิวให้ดูขาวและสว่างหลังการใช้ผลิตภัณฑ์ที่ 2 และ 4 สัปดาห์
    2. อาสาสมัครมีความพึงพอใจในการใช้ผลิตภัณฑ์ Smooth E Smooth ScaSerum นี้ช่วยลดขนาดของรอยแผลเป็นอันเกิดจากสิวแลดูลดลงใน 4 สัปดาห์ ที่ 100 %
    3. อาสาสมัครมีความพึงพอใจในการใช้ผลิตภัณฑ์ Smooth E Smooth ScaSerum นี้ช่วยลดความหมองคล้ำ และผิวบริเวณที่ถูกทำลายซึ่งสังเกตุเห็นได้ใน 4 สัปดาห์ ที่ 95.5 %
    ------------------------------------------
    *ขอบคุณข้อมูลจากเวปไซต์ Cosmenet.com และ http://www.bloggang.com ผู้ให้ข้อมูล

    รายละเอียดด้านหลังกล่อง 
    ใบแทรกด้านในกล่อง 


    ส่วนประกอบ


    วันที่ผลิตมีบอกทั้งที่กล่องและที่ปลายหลอดนะคะ


    เนื้อครีม เป็นเซรั่มสีขาวเนื้อบางเบาแต่จะข้นๆหน่อยไม่ใสเหมือนเซรั่มทั่วไป ไม่ต้องกังวลไปว่าตัวนี้จะทำให้หน้ามันหรือว่าเหนอะหนะเลยค่ะบางเบามาก มีกลิ่นหอมอ่อนๆ ด้วย
    (นกเอาไปทาที่ขาตรงที่มีแผลเป็นอยู่นะคะ บีบออกมาแล้วเสียดายของ 555 )




    สอบถามเพิ่มเติมที่ร้านขายยา