วันอังคารที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2557

“แพ้” ทางผิวหนัง ผื่นคันและลมพิษ


อาการ “แพ้” ทางผิวหนัง ผื่นคันและลมพิษ

  ถ้าถามว่าโรค “แพ้” เป็นอย่างไร ทำไมถึงแพ้ มีกลไกเช่นไร ก็ต้องบอกว่าโรค “แพ้” มีหลายอย่าง แต่ส่วนใหญ่โรคแพ้ทางผิวหนังมักจะเห็นเป็น ผื่นคัน มีตุ่มน้ำ จุดแดงเล็กๆ ปรากฏขึ้นตามตัว บางครั้งจะเห็นลักษณะเป็นหนังแห้งกว่าปกติ เป็นผุย เป็นสะเก็ด คัน มีรอยเกา
      ถ้าถามว่าทำไมแพ้ ก็บอกง่ายๆ ว่า เพราะไม่มีภูมิคุ้มกัน ไม่มีแรงต้านทาน คนทั่วไปที่เขาไม่แพ้ เพราะเขามีภูมิคุ้มกัน มีแรงต้านทาน คนไข้บางคนมักถามว่า โรคนี้คือโรคน้ำเหลืองเสียใช่ไหม ซึ่งก็ตอบได้ว่า จะว่าเช่นนั้นเพื่อให้เข้าใจง่ายก็พอได้เหมือนกัน หมอเคยถามคนไข้ว่าที่ว่าน้ำเหลืองเสีย หมายความว่าอย่างไร คนไข้บอกว่า ลูกผมน้ำเหลืองเสียเพราะถูกยุงกัดนิดเดียว แต่เป็นตุ่มคันไปทั้งขา ลูกคนอื่นเขาถูกยุงกัดเป็นกอง เห็นเป็นแค่จุดแดง หมอที่รักษาบอกว่า ถ้าเช่นนั้นจะว่าน้ำเหลืองเสียก็ได้เหมือนกัน แต่ถ้าพูดว่าแพ้น้ำลายยุง ก็จะชัดที่สุด
      คนที่เป็นโรคแพ้นั้น อาจจะมีสื่อที่จะทำให้เกิดการแพ้ได้ตั้งแต่ปู่ ย่า ตา ยาย และพ่อแม่ คือ เป็นกรรมพันธุ์ ในคนพวกนี้ จะพบว่ามีญาติพี่น้องเคยเป็น หรือเป็นหวัดจามทั้งปี หรือโพรงจมูกอักเสบบ่อยๆ หรือเป็นหืด ลมพิษ ปากบวมตาบวมเก่ง อาการทางผิวหนังของคนพวกนี้ จะเห็นเป็นผื่นแดง ผิวหนังแห้ง ชอบเกา ถ้าเป็นเด็กจะซนอยู่ไม่สุก เราเรียกคนพวกนี้ว่าเป็นโรค “อะโทบีค” สาเหตุที่แพ้เก่ง ก็เพราะมีโปรตีนชนิดภูมิแพ้อยู่ในตัวมากไปหน่อย เรียกว่า “อมมูนโน โกลบลูลิน อี” หรือย่อว่า“ไอ.จี.อี.”
      เวลาถูกต้องกับสิ่งที่แพ้เข้า เช่น อาหาร ละอองเกสร ฝุ่น ก็จะมีปฏิกิริยาระหว่างสารเหล่านี้กับ ไอ.จี.อี. ทำให้เกิดเป็นโรคแพ้ผื่นคัน หวัดจามทั้งปี หรือไข้ละอองฟาง หืด หรือลมพิษ ผมมีเพื่อนคนหนึ่งชื่อ นายวิทย์ ภรรยาชื่อคุณนิด มีลูกคนสุดท้องอายุ 4 ขวบ ชื่อลูกนก แกซนเหมือนบรรพบุรุษมนุษย์ เป็นโรคอะโทปิคเหมือนกัน พอพามาพบหมอ คุณแม่บรรยายความรำคาญต่ออาการผื่นคันของลูกคนนี้รักษาไม่หาย รักษาแล้วหลายหมอ ทายาก็หลายอย่างแล้ว และอะไรต่างๆ ร้อยแปด และลูกซนมากถามอีกนิดว่า เด็กฉลาดไหม คุณแม่ก็เปลี่ยนเรื่องเสียใหม่ว่า เด็กเรียนเก่ง แสนรู้ คือ คุณแม่จะพูดได้ทุกเรื่องเกี่ยวกับลูกคนนี้ไม่รู้จบ
      ถามประวัติทางบ้าน พบว่า พี่สาวคนหนึ่งก็เป็นผื่นคัน ระหว่างซักถามนี้ให้ปล่อยเด็ก จะเห็นว่า เด็กซุกซนไม่อยู่กับที่และไม่กลัวคน เด็กพวกนี้เวลาเล่นถูกฝุ่นก็จะคัน อากาศร้อนไปหน่อย เย็นไปหน่อยเหงื่อออกก็คัน กินอาหารผิดก็คัน อาบน้ำบ่อยใช้สบู่แรงๆ หรือสบู่ยาก็คัน ใส่เสื้อผ้าที่เป็นขนก็คัน ถูกแดดจัดก็คัน เด็กหญิงลูกนกเวลาคันที่ศีรษะก็หยิบหวีของคุณแม่มาหวีที่ศีรษะอย่างแรงจนดังแกรกๆ เวลาคันตามตัวก็เกาอย่างแรงจนเนื้อตัวเป็นรอย เพราะฉะนั้นจึงตัดเล็บให้สั้นเอาไว้ เมื่อนำเด็กมาตรวจก็พบว่า ผิวหนังแห้งกว่าเด็กปกติ ตามหน้า แขน ขา ข้อพับ มีรอยผื่นแดง และจุดแดง ลักษณะของผื่นคันกระจาย อยู่เป็นหย่อมๆ หากเจาะเลือดตรวจดู อาจพบว่า มีเม็ดเลือดขาวชนิดที่เรียกว่า อีโอซิโนฟิล อยู่มากกว่าปกติ
ในการรักษาทั่วไปมี 2 อย่าง
คือ แนะนำและการใช้ยา ต้องแนะนำให้หลีกเลี่ยง และสังเกตสาเหตุของอาการแพ้ และอาการคัน เช่น ถ้าคันหลังอาบน้ำก็ไม่ควรอาบน้ำบ่อย บางคนแพ้ฝุ่นก็ไม่ควรถูกฝุ่น ไม่ควรถูกแดดร้อน หรืออากาศเย็นมาก เสื้อผ้าที่เป็นขนไม่ควรใช้ แป้งฝุ่นต่างๆ ควรงดไว้ก่อน และหากเด็กยังไม่เคยปลูกฝี ก็ควรจะเว้นไว้ จนกว่าหมอเด็กจะเห็นสมควร สบู่ควรใช้สบู่ครีม สบู่อ่อนที่อเมริกามีสบู่ทำขาย บอกไว้ว่าสำหรับ“อะโทปิค สคิน” (คนขี้แพ้ หนังเปราะ) โดยเฉพาะ ยากินก็ให้กินยาแก้คันแก้แพ้ เช่น คลอร์เฟนิรามีน ขององค์การเภสัชกรรม (ราคาเม็ดละ 10 สตางค์) ยาทา ก็ใช้พวกสเตอรอยด์ เช่น ครีมแพร็ดนิโซโลน (ราคาหลอดละ 5 บาท) หรือ ครีมเบตาเมธาโซน (ราคาหลอดละ 11 บาท) เวลาซื้อควรระวัง องค์การเภสัชกรรมทำยาพวกนี้ออกมา 2 อย่าง ซึ่งอย่างหนึ่งมีคำว่า “เอ็น” อยู่ด้วย อย่าซื้อมาใช้เพราะทำให้แพ้ได้ ส่วนยาครีมผสมสเตอรอยด์ กับยาแก้คันนั้นก็ใช้ได้ เช่น ยูแรกซ์วิท ไฮโดรคอร์ดีโซน เป็นต้น
หลังจากนี้ผู้ปกครองหรือคุณแม่จะตั้งคำถามว่า ลูกเป็นเพราะอะไร เมื่อไรจะหาย โดยมากควรจะหลีกเลี่ยงการอธิบาย เรื่องภูมิแพ้ ภูมิคุ้มกันแอนติเจน แอนติบอดี้ และกรรมพันธุ์ เพราะคุณแม่เป็นกังวลอยู่แล้ว จะปวดหัวมากขึ้น ควรอธิบายว่าเด็กคนนี้ฉลาด จึงซน และเพราะความฉลาด เลยมีการแสดงออกทางผิวหนัง ผมเคยอธิบาย เรื่องกรรมพันธุ์ ไอ.จี.อี. และการแพ้ให้คุณแม่ของลูกนก ซึ่งเป็นโรคอะไรไม่รู้เรื่อง และเท่านั้นก็ได้เรื่อง คุณแม่เขาไม่ยอมแพ้ เพราะแม้แต่คุณวิทย์ซึ่งเคยเป็นนักมวยแชมเปี้ยน และเดี๋ยวนี้เป็นทนายความชนะมาทั่วประเทศ คุณนิดเขายังปราบเสียอยู่หมัด หงอยเหงาอยู่ใต้ข้อศอกตลอดมา คุณนิดแอบสืบสวนญาติพี่น้องของตัวเองจนหมด แน่ใจว่าไม่มีใครเคยเป็นโรคภูมิแพ้ ส่วนความฉลาดของลูกนั้นเป็นเพราะฉัน ซึ่งคุณวิทย์ก็ต้องยอมรับแต่โดยดี
ลมพิษ
ก็เกี่ยวกับการแพ้เหมือนกัน โดยมากเกี่ยวกับการสูดดม กินอาหารหรือฉีดยาที่เป็นสาเหตุเข้าไป พวกที่เป็นลมพิษแล้วมีอาการบวมที่ตา ปากควรระวังเยื่อบุผิวของทางผ่านอากาศ เข้าสู่ปอด อาจจะบวมด้วย เกิดหายใจลำบาก หายใจขัดได้
ลักษณะของลมพิษ คือ เป็นวงแดง รูปร่างต่างๆ กันเหมือนเอาลิปสติกผู้หญิงมาขีดวงไว้บนผิวหนังเป็นกลมบ้าง รีบ้าง รูปหยักบ้าง คล้ายวาดแผนที่ไว้บนตัว เนื้อภายในวงจะนูนเล็กน้อย และมีสีซีดกว่าขอบ อาการสำคัญคือ คันมาก คนไข้มักจะบอกว่า พอเกาตรงไหน ก็เป็นผื่นแดงขึ้นมาตรงนั้น ผื่นคันพวกลมพิษนี้มักจะเกิดอยู่ 3-4 ชั่วโมงและหายไปเอง หรือเกิดขึ้นใหม่ได้อีก จะเป็นๆ หายๆ อยู่ในระยะไม่เกิน 2 เดือน เรียกว่า “ลมพิษชนิดเฉียบพลัน” ถ้าเป็นอยู่นานกว่านี้เรียกว่า “ลมพิษชนิดเรื้อรัง” ลมพิษชนิดเรื้อรังเป็นอยู่ได้เป็นปีๆ
สาเหตุของลมพิษ มีมากมายหลายชนิด กลไกที่ทำให้เกิดเป็นผื่นขึ้นมา จึงเป็นเรื่องซับซ้อนอธิบายกันว่า เมื่อสิ่งใดที่ทำให้เกิดลมพิษได้มาถูกผิวหนัง หรือถูกนำเข้าสู่ร่างกาย ไม่ว่าจะเป็นโดยการกิน การดมสูดเข้าไป หรือฉีดเข้าไป (ไม่จำเป็นต้องฉีดยา) ตัวอย่างเช่น มดกัด ในคนที่แพ้ก็จะเกิดปฏิกิริยาขึ้นในร่างกาย เกิดการขับสาร ชื่อ ฮีสตามีน (สารแพ้) ออกมาจากเซลล์ในชั้นใต้ผิวหนัง ทำให้ผนังเส้นเลือดพองขยายตัวออก น้ำเหลืองและโปรตีนหลุดออกมา เกิดรอยนูนแดง และคันขึ้นบนผิวหนัง ว่ากันว่า สารเคมีอีกบางชนิด เช่น “บราดิไคนิน” “โปรสแกลนดิน” และ “เสโรโตมิน” ก็มีส่วนร่วมในปฏิกิริยานี้เช่นกัน
สาเหตุของลมพิษก็มีหลายอย่าง เช่น พวกทำให้เกิดการแพ้ คือ อาหาร ยา ซีรั่ม พิษสัตว์ ขนแมว ขนหมา อาหารทะเล ไข่ ส้ม ขนมจีน เป็นต้น สิ่งแวดล้อมทั่วร่างกายก็ทำให้เกิดลมพิษได้ เช่น แดด ความร้อน ความเย็น น้ำ น้ำแข็ง การกด การยกน้ำหนัก เป็นต้น โรคในร่างกายก็ทำให้เกิดลมพิษได้ เช่น มะเร็ง ฟันผุ หูเป็นน้ำหนวก พยาธิลำไส้ แม้แต่ไม่เป็นอะไรเกิดหงุดหงิดคิดมาก ก็เป็นลมพิษได้เหมือนกัน
การรักษาลมพิษเบื้องต้นมี 2 ประการ คือ บำบัดอาการ และบำบัดสาเหตุ การบำบัดอาการก็ให้กินยาพวกแอนตี้-ฮีสตามีน (ยาแก้แพ้) และใช้ยาทาแก้คันดังกล่าวข้างต้น การบำบัดสาเหตุ เป็นกรรมวิธีอันซับซ้อนและกินเวลา อาจทำได้จากการซักประวัติ การสังเกต การทดสอบทางผิวหนัง เป็นต้น
การเป็นลมพิษบางครั้งก็มีประโยชน์ สุภาพสตรีคนหนึ่ง อายุ 45 ปี มีลูกแล้ว 3 คน หลังจากคลอดลูกคนสุดท้อง ต้องพักรักษาตัวอยู่นาน สามีก็เริ่มออกเที่ยว กลับบ้านดึก ในระยะต่อมา หากดึกแล้วสามีไม่กลับบ้าน แกสงสัยว่าสามีไปเที่ยวผู้หญิง ก็จะเกิดหืดหอบเป็นลมพิษ โดยจะให้กินยาอะไรก็ไม่หาย แต่ถ้าสามีกลับมาให้กินยา ทายาเอง และปลอบใจ อาการก็จะหายไป สามีเลยตัดใจเลิกเที่ยว อาการโรคลมพิษก็หายไป เป็นประโยชน์ต่อครอบครัวดีเหมือนกัน
ยาก็เป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดอาการแพ้ทางผิวหนัง
อาการแพ้จากยา ไม่ใช่ฤทธิ์หรือสรรพคุณของยาโดยตรง แต่เป็นปฏิกิริยาเชิงซ้อนที่ร่างกายโต้ตอบออกมา หรือกลไกอย่างอื่น เช่น กรรมพันธุ์ ยาที่มักจะแพ้กันบ่อยๆ ก็คือ เพนนิซิลลิน และแอสไพริน ลักษณะของการแพ้ยากินมีหลายอย่าง เช่น เป็นผื่น เป็นจุด ลมพิษ คันเป็นวง และอื่นๆ อีกมาก จนมีผู้แนะนำว่าหากมีคนเป็นโรคผิวหนังมาหาก็ให้นึกถึงโรค 3 โรคที่แสดงอาการได้หลายอย่าง ก่อนอื่นนั่นคือ การแพ้ยาโรคซิฟิลิส และโรคแพ้จากการสัมผัส
โรคแพ้จากการสัมผัส (Contact dermatitis) หมายถึง อาการผื่นคันทางผิวหนังที่เกิดขึ้น หลังจากได้สัมผัสถูกต้องกับสิ่งของภายนอกร่างกาย และวัตถุสิ่งนั้นเป็นตัวกระตุ้น ทำให้เกิดอาการทางผิวหนังขึ้น ทั้งนี้ไมได้เกิดขึ้นกับคนทั่วๆ ไป แต่เกิดกับคนบางคน ที่ไม่มีภูมิต้านทานจากสารชนิดนั้นเท่านั้น
ต้องอธิบายสักหน่อยว่า โรคแพ้จากการสัมผัสนี้ ไม่มีกลไกเกี่ยวข้องกับเรื่องกรรมพันธุ์ถ่ายทอดให้ใครไม่ได้ เป็นกลไกตามธรรมชาติที่ว่าการสัมผัสนั้นจะต้องเป็นมาแล้วระยะหนึ่ง หมายความว่า ไม่ใช่พอถูกเข้าครั้งแรกครั้งเดียวแล้วก็แพ้ อาจจะถูกมาก่อนเป็นเวลาหลายๆ วัน เป็นเดือนหรือเป็นปีก็ได้ แล้วจึงเกิดอาการ นี่แสดงว่า ต้องมีการสัมผัสถูกต้องมาอย่างน้อย 2 ครั้ง การถูกต้องสัมผัสครั้งแรกๆ เป็นการกระตุ้นให้ร่างกายสร้างภูมิต่อต้านขึ้นมา เช่น พอถูกโลหะเงิน เงินก็ขับผ่านผิวหนังไปกระตุ้นให้ร่างกายสร้างภูมิต่อต้าน ระยะนี้เรียกว่า “ระยะฟัก” ซึ่งอาจจะนานเป็นวันเป็นเดือน เป็นปี ซึ่งขึ้นอยู่กับส่วนประกอบหลายอย่าง หลังจากนั้น ถ้าถูกเงินเข้าอีกครั้งหนึ่ง จึงจะเกิดปฏิกิริยาขึ้น เรียกระยะแสดงตัว และหลังจากนี้หากถูกเงินเข้าอีก ก็จะขึ้นเป็นผื่นคันเกือบทุกครั้ง เช่น
ปกติแม่บ้านทั่วๆ ไป มักมีงานประจำ คือ ซักผ้า ทำความสะอาดของใช้ในบ้าน ในการนี้มักจะใช้ผงซักฟอกช่วยในการทำความสะอาดบุคคลทั่วๆ ไป ทำงานบ้านเช่นนี้ได้เป็นปกติ แต่ก็มีแม่บ้านบางคนหลังจากทำงานประจำนี้อยู่ได้สักระยะหนึ่ง ก็เกิดผื่นแดง เป็นตุ่ม กับอาจมีลักษณะผิวหนังเปื่อยที่มือ แม่บ้านเหล่านี้เป็นพวกที่แพ้ผงซักฟอก คือเกิดมีอาการทางผิวหนังขึ้นมา ซึ่งโดยภาวะปกติทั่วไปเขาไม่เป็นกัน
ปกติทุกคนมักจะผูกนาฬิกาที่ข้อมือ โดยใช้สายนาฬิกาทำด้วยหนังหรือวัตถุโลหะ บุคคลทั่วๆ ไปผูกนาฬิกาได้โดยปกติ แต่ก็มีบางคนที่ผูกนาฬิกา ก็เกิดผื่นแดงคันขึ้นที่ข้อมือ บุคคลพวกนี้เป็นพวกแพ้ส่วนประกอบของสายนาฬิกา ถ้าใช้สายโลหะ ก็ต้องเปลี่ยนเป็นสายหนัง หากใช้สายหนัง ก็ต้องเปลี่ยนเป็นสายโลหะ
ในสบู่ที่มีสารประกอบ พวกฮาโลเจของซาลิซัยลานิไลด์ สบู่พวกนี้มีขายอยู่ทั่วไปตามท้องตลาด ซึ่งก็มีผู้ใช้เป็นจำนวนมาก และไม่มีอาการอะไร แต่มีบางคนใช้แล้วหลังจากตากแดดก็เกิดผื่นคันตามส่วนที่ถูกแดด เช่น ตามบริเวณใบหน้า คอ แขน คนที่แพ้สบู่ชนิดใหม่ที่ไม่มีสารประกอบชนิดดังกล่าว
ยาเพนนิซิลลิน และ ยาแก้ปวดมีจำหน่ายอยู่ทั่วๆ ไป และใช้กันมากไม่มีใครเป็นอะไร แต่บางคน พอกินเพนนิซิลลินก็อาจเกิดลมพิษได้ บางคนกินยาแก้ปวด ก็เกิดผื่นคันเป็นวงแดงขึ้น พวกนี้เป็นพวกแพ้ยาเพนนิซิลลิน และยาแก้ปวด
ควรจะสังเกตดังนี้ว่า ภูมิต่อต้านที่เกิดขึ้น เป็นผลเฉพาะตัวกระตุ้น เช่น ภูมิต่อต้านโลหะเงินก็จะสร้างปฏิกิริยาเฉพาะกับเงินไม่ไปทำให้เกิดปฏิกิริยาแพ้กับตัวกระตุ้นอย่างอื่น คนที่แพ้สีก็ต้องมีภูมิต่อต้านสีเกิดขึ้นมา และคนๆ หนึ่งอาจจะแพ้ได้หลายอย่าง แต่ละอย่างก็มีภูมิต่อต้านของตัวเอง ภูมิต้านทานต่อสารตัวหนึ่งจะกระโดดไปมีปฏิกิริยากับสารอีกชนิดหนึ่งนั้น นับว่ามีได้น้อยมาก
อีกประการหนึ่ง อาการแพ้จากการสัมผัส มักจะเกิดขึ้นตรงจุดที่สัมผัสจากสารกระตุ้นเท่านั้น เช่น แพ้กางเกงใน ผื่นคันที่เกิดที่หน้าขา หน้าท้อง แพ้ยาดับกลิ่น ก็จะเกิดอาการคันที่รักแร้ ผิดกับพวกลมพิษซึ่งจะเกิดขึ้นได้ทั้งตัว อย่างไรก็ตามอาการแพ้ห่างจุดสัมผัส เช่น จุดสัมผัสที่เท้าแต่มีอาการทั้งที่เท้า และมือก็อาจเป็นไปได้เหมือนกัน
อย่างไรก็ดี บางคนถูกสารเคมีเข้าครั้งเดียว อาจเกิดผื่นคันได้เหมือนกัน กรณีนี้เป็นเพราะผิวหนังถูกก่อกวนหรือทำร้ายด้วยสารนั้นโดยตรง เช่น ถูกยางไม้กัด ถูกกรก ถูกต่างกัด เป็นต้น
โรคผิวหนัง ผื่นคันจากการแพ้ มีอีกชนิดหนึ่ง คือ ผื่นคัน ซึ่งเกิดจากงานซึ่งเป็นอาชีพ และผื่นคันของพวกที่ทำงานในโรงงานอุตสาหกรรม เช่น สุภาพสตรีที่ทำงานเป็นโอเปอร์เรเตอร์ (พนักงานรับโทรศัพท์) อาจแพ้หูโทรศัพท์เกิดผื่นคันที่มือ หรือที่ใบหู พวกช่างปูน อาจแพ้ปูนซีเมนต์ พบอาการเกิดขึ้นที่ง่ามมือ พนักงานพิมพ์ดีด อาจแพ้แป้นตัวพิมพ์ หรือหมึกจากกระดาษคาร์บอน เกิดเป็นเม็ดน้ำใสขึ้นที่นิ้ว และส่วนที่อยู่นอกเสื้อผ้า เป็นต้น สำหรับพวกที่ทำงานในโรงงานอุตสาหกรรม อาจจะแพ้ส่วนผสม ส่วนประกอบที่ใช้ผลิตสินค้าขึ้นมา เช่น ยาง โลหะ แก๊ส และฝุ่นในโรงงานทอผ้า บางคนไม่ได้ทำงานเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ เช่น เป็นช่างคุมเครื่องจักรอาจจะแพ้น้ำมันหล่อลื่นก็ได้
จากการซักประวัติ จากการดูลักษณะตำแหน่งของผื่นคัน แพทย์สามารถบอกได้ว่า คุณเป็นโรคแพ้และอาจทำนายสาเหตุได้ การทดสอบที่แน่นอน ใช้วิธีฉีดสารที่สงสัยว่าแพ้เข้าใต้ผิวหนัง แล้วดูปฏิกิริยาที่เกิดขึ้น
การรักษาที่ดีที่สุด คือ แนะนำให้หลีกเลี่ยงตัวสาเหตุ หากหลีกเลี่ยงไม่ได้ ก็ให้รักษาตามอาการ คือ กินยาแก้แพ้ คลอร์เฟนิรามีน และทายาครีมแพร็ดโซโลน หรือ ครีมเบตาเมธาโซนดังกล่าว
สุดท้ายขอบอกว่า คนที่ผิวหนังแพ้ เป็นผื่นคันมักจะมีไอคิวสูง เพราะฉะนั้นหากเพื่อนคุณว่า “เอ็งไอ้คนผิวหนังแพ้ชอบเป็นผื่นคัน” คุณควรจะตอบว่า ‘ถึงกระนั้นข้าฯก็จัดอยู่ในประเภทคนฉลาดของโลก (เว้ย)’
รูปที่ 1 โรคนิวเมอรา เอ็กซีมา

รูปที่ 2 โรคอะโทรปิด

 
รูปที่ 3 โรคแพ้จากยาทา
รูปที่ 4 โรคเอ็กซีม่าเรื้อรัง คนไข้ทายา เกิดแพ้ยาช้ำ.
สอบถามเพิ่มเติม

อีเมล์ Bangbpharma@gmail.com
ขอขอบคุณข้อมูล จาก สื่อ ออนไลด์ หมอชาวบ้าน โพสโดย Fon เมื่อ 1 ธันวาคม 2522 00:00
เข้าโดย http://www.doctor.or.th/article/detail/5435

วันอังคารที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2557

โรคตาแดง

โรคตาแดง (Acute Conjunctivitis)



โรคตาแดงเป็นการอักเสบติดเชื้อของตาซึ่งในความหมายที่ระบาดมากๆนี้ก็หมายถึงการติดเชื้อไวรัส (แต่ก็อาจมีเชื้อแบคทีเรียมาแทรกซ้อนในภายหลังได้) เนื้อหาหลัก หมอเอามาจากกระทรวงสาธารณสุขไทย จะได้ทราบว่ากระทรวงอยากให้ทำอย่างไร ... จะได้แนะนำต่อได้ค่ะ

โรคตาแดงเป็นได้ในทุกกลุ่มอายุ เป็นมากในเด็กเล็ก เพราะมีการติดต่อได้ง่าย เด็กเล็กไม่ค่อยระวังในเรื่องการติดต่อ และไม่ค่อยล้างมือบ่อยๆ จากเด็กก็ติดไปยังเพื่อนๆที่ โรงเรียน แล้วเด็กๆก็นำเชื้อไปสู่ที่บ้านได้
ส่วนไหนที่จะติดต่อนำเชื้อ? ตอบว่าคือส่วนที่มาจากตา ไม่ว่าจะเป็นน้ำตา หรือขี้ตา ฉะนั้นสิ่งต่างๆที่ไปโดนน้ำตาหรือขี้ตาก็ส่งผ่านเชื้อไปยังคนอื่นได้ ไม่ว่าจะมือ หรือนิ้วของเค้า (ซึ่งก็ไปปจับสิ่งต่างๆมากมาย ไม่ว่าจะลูกบิดประตูห้องน้ำ, ปากกา, โทรศัพท์ ถ้าบังเอิญใช้ด้วยกัน,คีย์บอร์ด, ราวบันได ฯลฯ )
อาการ
เมื่อได้รับเชื้อ จะใช้เวลา 1-2 วัน ผู้ที่ได้รับเชื้อจะเคืองตา คันๆตา ก็ขยี้ตา (ก็บวมแดงมากขึ้น ปกติก็จะแดงจากการอักเสบอยู่แล้ว) จากนั้นก็จะมีน้ำตาไหล ดูตาบวมๆ ตาขาวแดงๆขึ้น อาจมีน้ำตา(ซึ่งติดต่อไปยังผู้อื่นได้) หรือเป็นลักษณะขี้ตาสีออกเหลืองๆมาก (แบบรูป 3 ซึ่งมักมีการติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อน ) โดยทั่วไปโรคจะเป็นอยู่ประมาณ 5-7 วัน
การป้องกันไม่ให้เป็นตาแดง
1.ล้างมือ ฟอกสบู่ (สบู่ธรรมดาไม่ใช่สบู่ฆ่าเชื้อก็ได้ ) ล้างบ่อยๆโดยเฉพาะถ้ามีการไปจับโดนของที่ใช้ร่วมกับคนอื่นเช่นลูกบิดประตู
2.พยายามอย่าใช้สิ่งของส่วนตัวร่วมกับผู้อื่นเช่น ผ้าเช็ดหน้า ,ปากกา
3. ระวังอย่าให้น้ำที่อาจจะไม่สะอาดเข้าตา
การรักษาตาแดง (อันนี้หมอดูข้อมูลของทางกระทรวงสาธารณสุขแล้วว่าต้องการให้ประชาชนทำแบบไหน) ซึ่งสรุปว่าทางกระทรวงบอกว่าประชาชนสามารถซื้อยาหยอดตาที่ร้านขายยาที่มีเภสัชกรแนะนำได้ แต่อย่าไปหาหยอดตาที่ไม่มีการรับรองเช่น ที่บอกว่าเป็นน้ำสมุนไพร หรือน้ำอะไรมาหยอดตา เพราะอาจจะแย่ลงได้ แต่ถ้าสัก 3-4 วันใช้ยาหยอดตาแล้ว ไม่ดีขึ้นเลยหรือแย่ลงก็ควรไปตรวจรักษากับจักษุแพทย์
ยาหยอดตา ( จะไปตรวจกับจักษุแพทย์ หรือ ไปซื้อยาและให้เภสัชกรแนะนำยาหยอดตาให้ ก็ได้ค่ะ กระทรวงสาธารณสุขบอกว่าแบบนั้นค่ะ)
1. ลดอาการระคายเคืองตา
2.เนื่องจากตาแดงที่เกิดจากเชื้อไวรัส ไม่มียารักษาไวรัสโดยเฉพาะ ส่วนใหญ่ก็อาจจะได้ยาหยอดตาแบบยาปฏิชีวนะ ฆ่าเชื้อแบคทีเรียที่อาจแทรกซ้อนค่ะ
3.ผู้ปกครองจะหยอดยาหยอดตาให้บุตรหลาน หรือใครหยอดตาเอง ก็ล้างมือฟอกสบู่ให้สะอาด จากนั้นหยอดยา (กรณีมีมากกว่า1 ชนิดยาหยอดตาให้เว้นห่างกัน 5 นาทีค่ะ แล้วหยอดยาตัวที่สองค่ะ ) ตามรูปที่ 4-6 หยอดยาหยอดตาเฉพาะข้างที่เป็นตาแดงนะคะ "ห้ามไปหยอดป้องกันอีกข้าง" เพราะอาจจะติดเป็นตาแดงไปอีกข้างได้ และเมื่อหยอดตาเสร็จแล้วต้องล้างมือฟอกสบู่ให้สะอาดด้วย
ช่วงเป็นตาแดงควรหยุดเรียน หรือหยุดงาน เพื่อลดการแพร่เชื้อประมาณ 1 สัปดาห์ค่ะ หลายๆคนก็สวมแว่นกันแดดเพราะช่วงที่เป็นก็อาจจะมีอาการตาสู้แสงไม่ค่อยได้ค่ะ
วิธีหยอดยาหยอดตาที่ถูกต้อง
1. ล้างมือฟอกสบู่คนที่เป็นคนหยอด ถ้าหยอดตาด้วยตัวเองก็ทำตามรูปที่ 5 คือใช้นิ้วอีกมือดึงหนังตาล่างลง
2. หยอดยาโดยหยดยาครั้งละ 1-2 หยด อย่าหยอดจ่อใกล้ตามากไป เพราะบางครั้งเชื้อจากตาก็กระเด็นไปกับน้ำไปอยู่ที่ปลายของส่วนที่หยดยา
3. เมื่อหยอดตาเสร็จควรกดหัวตาแป๊บนึง เพื่อไม่ให้ยาไหลออกทางรูน้ำตา หลับตาชั่วขณะ
4.ถ้ามีการจะซับตาหลังหยอดยา ควรใช้ทิชชูแล้วทิ้งไปเลยมากกว่า เพื่อลดการติดต่อไปยังผู้อื่น
5. เมื่อหยอดตาเสร็จแล้วก็ล้างมือฟอกสบู่ให้สะอาดอีกครั้งค่ะ
**** โรคตาแดง เป็นแล้วกลับมาเป็นได้อีกนะคะ ไม่ใช่เป็นแล้วจะมีภูมิต้านทานค่ะ ****
โรคตาแดงเป็นโรคที่ติดต่อง่าย และระบาดมากอยู่ในขณะนี้ แต่ถ้ามีการป้องกันดีๆก็จะลดการแพร่ระบาดได้ คนที่เป็นตาแดงและหายแล้ว ก็สามารถรับเชื้อแล้วเป็นใหม่ได้อีกค่ะ ช่วยกันเผยแพร่ความรู้ เพื่อร่วมกันป้องกันตาแดงระบาดนะคะ 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก https://www.facebook.com/DoctorBClinic

วันพุธที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2557

ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับยา

  


              ยา (medicine) คือ สารเคมีหรือสารอื่น ๆ ที่ใช้ในการบำบัดป้องกันและรักษาโรคในคนและสัตว์ ดังนั้นอะไรก็ตามที่จัดว่าเป็นยา จึงมีด้วยกันมากมายหลายชนิด ซึ่งอาจกล่าวได้ว่ายาทุกชนิดเป็นสารพิษต่อร่างกาย ถ้าใช้ไม่ถูกต้องก็จะทำให้เกิดอันตรายต่อผู้ใช้ ตัวอย่างง่าย ๆ เช่น ไวตามินซี ถ้าใช้ขนาดสูงก็อาจจะมีผลทำให้เกิดนิ่วในไตและทำให้ร่างกายเกิดการเปลี่ยนแปลงอื่น ๆ ได้ ยาจึงไม่ใช่สิ่งที่ควรหยิบกินเองโดยไม่มีเหตุผล ยาส่วนใหญ่ที่ใช้กันในปัจจุบัน ได้จากการสังเคราะห์ทางเคมีห้องทดลองและได้จากของที่เป็นธรรมชาติ เช่น จากพืช จากอวัยวะส่วนต่าง ๆ ของสัตว์ เป็นต้น ตัวอย่างของยาที่สกัดจากพืช เช่น มอร์ฟีน ที่สกัดมาจากยางของผลฝิ่นดิบ

ประเภทของยา



ประเภทของยา อาจแบ่งตามชนิดที่มีลักษณะหรือข้อกำหนดต่าง ๆ เช่นแบ่งตามการผลิตยา ซึ่งแบ่งได้เป็น 2 ชนิด คือ
        1. ยาสำเร็จรูป ได้แก่ ยาที่บริษัทต่าง ๆ ได้ผลิตขึ้นและจดทะเบียนไว้กับทางราชการ ยาพวกนี้มีลักษณะต่าง ๆ กัน เช่น ยาเม็ด ยาน้ำ หรือยาฉีด เป็นการสะดวกแก่แพทย์ที่จะสั่งใช้
        2. ยาผสม คือ ยาที่แพทย์สั่งให้เภสัชกรผสม โดยมากสั่งให้เฉพาะบุคคลการผสมยาพวกนี้มีตามโรงพยาบาล หรือสถานพยาบาลใหญ่ ๆ ที่มีเภสัชกรปฏิบัติงานเป็นประจำ
        แบ่งตาม พ.ร.บ. ควบคุมยา ซึ่งแบ่งย่อยออกได้เป็น 3 ชนิด คือ
        1. ยาสามัญประจำบ้านหรือยาแผนปัจจุบัน เป็นยาที่ประชาชนทั่วไปหาซื้อตามร้านขายยาทั่วไป โดยไม่ต้องมีใบสั่งแพทย์ มักใช้กับโรคที่ไม่รุนแรงมากนัก ไม่จำเป็นต้องให้แพทย์ตรวจ เช่น ปวดศีรษะ ท้องอืด เป็นต้น แต่หากอาการเหล่านี้ไม่หาย ควรปรึกษาแพทย์
        2. ยาอันตราย เป็นยาสำเร็จรูปที่ใช้ในการบำบัดรักษาความเจ็บป่วยมีตัวยาหลายชนิด แต่ละชนิดมีทั้งคุณและโทษ การใช้ต้องระมัดระวังรอบคอบ เพราะจะทำให้เกิดอันตรายแก่ผู้ใช้ได้เสมอ กระทรวงสาธารณสุขจึงได้กำหนดให้เป็นยาอันตราย เช่น ยาปฏิชีวนะ
        3. ยาควบคุมพิเศษ หมายถึง ยาที่มีอันตรายมาก ฤทธิ์ของยาที่สำคัญและร้ายแรงมากบางชนิด เป็นยาเสพติดให้โทษ ถ้ากินเข้าไปนานจะเกิดการติดยา เช่น ยานอนหลับประเภทต่าง ๆ ยาระงับประสาท หรือยากล่อมประสาทบางชนิด
        ยาอันตรายที่ควรทราบ คือ “ยาปฏิชีวนะ” ซึ่งเป็นยาที่ได้จากเชื้อราหรือแบคทีเรียบางชนิด ที่สามารถหยุดยั้งการเจริญและทำลายแบคทีเรียหรือจุลินทรีย์อื่น ๆ โดยทั่วไปรู้จักกันในชื่อของยาฆ่าเชื้อ ยาแก้อักเสบหรือยาแก้หนอง ยาปฏิชีวนะ เป็นยาที่เพิ่งจะเริ่มใช้กันอย่างกว้างขวางเมื่อสงครามโลกครั้งที่ 2 ปัจจุบันยาประเภทนี้ได้ทวีความสำคัญขึ้นมาอย่างรวดเร็ว และนิยมกันอย่างแพร่หลาย เนื่องจากยาปฏิชีวนะสามารถรักษาโรคที่เกิดขึ้นกับแบคทีเรียได้มากมายและมีประสิทธิภาพ บางขนานยังใช้รักษาโรคที่เกิดขึ้นกับเชื้อจุลินทรีย์ชนิดอื่น ๆ อีก เช่น เชื้อบิด เชื้อรา และไวรัสและยังใช้รักษาโรคมะเร็งบางชนิดได้ด้วย การใช้ยาปฏิชีวนะจำเป็นต้องศึกษาชนิดของเชื้อโรคให้แน่เสียก่อน ยาอย่างไหน ขนาดใด จึงจะเหมาะกับชนิดของเชื้อโรคนั้น เป็นเรื่องของแพทย์โดยเฉพาะไม่สมควรที่จะหายาเหล่านี้มารักษาเองเป็นอันขาด
        หลักกว้าง ๆ ในการเลือกใช้ยาปฏิชีวนะ คือ เลือกใช้ยาปฏิชีวนะให้ถูกกับชนิดของเชื้อจุลินทรีย์ที่เป็นต้นเหตุของโรคนั้น ๆ ใช้ยาปฏิชีวนะในขนาดสูงพอที่จะทำลายเชื้อ ระยะเวลาที่ให้ยาปฏิชีวนะ ควรจะนานพอที่จะทำลายเชื้อได้หมด โดยทั่วไป ยาปฏิชีวนะที่นำมาใช้ในการรักษาโรคติดเชื้อเป็นยาที่มีพิษน้อยแต่พิษของมันอาจจะเกิดรุนแรงขึ้นถ้านำไปใช้อย่างผิด ๆ
        อันตรายที่เกิดจากการใช้ยาปฏิชีวนะ ผู้ป่วยที่แพ้ยานั้น อาจเกิดผื่นขึ้นหรือถึงกับช็อคตายหรืออาจเกิดจากพิษของยาโดยตรง เช่น ยาบางอย่างเป็นพิษต่อไต นอกจากนี้ยาปฏิชีวนะยังมีผลทางอ้อม ทำให้เกิดโรคแทรกซ้อนหรือซ้ำเติมได้ พวกนี้มักเกิดในรายที่ใช้ยาออกฤทธิ์กว้าง ยาจะไปฆ่าเชื้อแบคทีเรียที่อยู่ในร่างกายตายหมด เหลือแต่ตัวที่ดื้อยาเท่านั้น อาการที่พบบ่อย คือ อาการท้องเดินหรือราขึ้นในปาก อาการที่รุนแรง คือ ตาย ซึ่งพบได้บ่อย ยาปฏิชีวนะที่ผู้ป่วยซื้อใช้กันเองมาก คือ ยากลุ่มเตตร้าซัยคลิน ซึ่งเป็นพิษต่อตับ ทำให้เกิดท้องเดิน เด็กอายุต่ำกว่า 5 ขวบ
        ไม่ควรใช้ จะทำให้ฟันเหลืองและผุได้ง่ายและกระดูกที่กำลังสร้างกร่อนไปและยาคลอแรมเฟนิคอล จะลดไขกระดูก ทำให้มีอาการซีด เลือดออกตามตัว เม็ดเลือดขาวลดลง เกิดการติดเชื้อง่าย รองลงมาคือ ยากลุ่มสเตร็ปโตมัยซิน ซึ่งยานี้ให้โดยการฉีด ปัจจุบันมีประโยชน์น้อยมาก เชื้อส่วนใหญ่ดื้อต่อยานี้ มีใช้มากในพวกที่เป็นวัณโรค ยากลุ่มเพนิซิลิน หากแพ้ยานี้จะเกิดผื่นขึ้นตามตัวหรือมีไข้ มีอาการซีด อาจรุนแรงถึงช็อคได้ หากเก็บไว้ในที่ร้อนจะทำให้ยาเปลี่ยนไปเป็นสารที่ทำให้แพ้ง่ายขึ้น
        ยาปฏิชีวนะมีทั้งคุณและโทษ โรคส่วนใหญ่อาจหายได้เองโดยไม่จำเป็นต้องใช้ยาปฏิชีวนะ ยานี้ไม่ใช่ยาลดไข้ ไม่ควรใช้โดยไม่จำเป็น อาจทำให้เกิดอาการแพ้หรือเป็นพิษต่อร่างกาย การใช้ยาโดยไม่ถูกวิธีหรือไม่ครบตามจำนวนที่ควรจะทำให้เป็นโรคเรื้อรังและเชื้อเกิดการดื้อยา เป็นอันตรายต่อสังคมและตนเอง การใช้ยาปฏิชีวนะไม่ควรซื้อกินเอง ควรปรึกษาแพทย์ทุกครั้ง
ข้อมูลจาก  ชฎาพร นุชจังหรีด สำนักบริการวิชาการ มหาวิทยาลัยบูรพา
                 


การกินยาที่ถูกต้อง

          การกินยาที่ถูกต้องควรกินอย่างไร ทางราชการมีกฎบังคับว่า ยาที่มีอายุจะต้องมีหมายกำหนดว่าหมดอายุเมื่อไร โดยต้องเขียนไว้ที่ภาชนะบรรจุ แต่ส่วนใหญ่มักจะใช้เป็นภาษาอังกฤษ วิธีสังเกตยาที่เสื่อมอายุซึ่งไม่สามารถนำมาใช้ได้ มักจะเป็นยาที่มีสีเข้ม ๆ สีแปลก ๆ เป็นกระ เป็นจุดด่าง ๆ และถ้าหากเป็นสูตรผสมหลาย ๆ อย่าง ในเม็ดเดียวกัน เป็นยาที่ไม่ควรใช้ เพราะว่าสังเกตการเสื่อมยาก ตัวอย่างยาที่หมดอายุ เช่น ยาเตตร้าไซคลิน สีของยาภายในแคปซูลจะเปลี่ยนจากสีเหลืองนวลเป็นสีน้ำตาลไหม้ ถ้ากินเข้าไปจะเป็นอันตรายต่อไตโดยตรง บางรายอาจถึงตายได้ ในการกินยานั้น ควรกินตามที่แพทย์สั่ง เพราะยาบางชนิด ถ้ากินตอนท้องว่างอาจมีอาการข้างเคียง เช่น อาจทำให้เกิดอาการคลื่นไส้ อาเจียน เนื่องจากระคายกระเพาะอาหาร หรือยาบางอย่างอาจกัดกร่อนกระเพาะ เช่น แอสไพริน แต่มียาบางชนิด เช่น เพนนิซิลิน แอมพิซิลิน มักจะกินก่อนอาหารที่เป็นเช่นนี้ เพราะว่าถ้ากินหลังอาหารหรือพร้อมอาหาร ยาจะไปรวมตัวกับอาหาร ทำให้ปริมาณของยาที่จะซึมเข้ากระแสเลือดและไปออกฤทธิ์นั้น ลดลงอย่างมาก
          ข้อแนะนำของการกินยาก่อนอาหารนั้น จำเป็นต้องกินยาก่อนอาหารอย่างน้อยครึ่งชั่วโมง ไม่ใช่กินยาและกินอาหารตามทันที ส่วนยาที่กินหลังอาหารนั้น สามารถกินได้ทันทีเมื่อกินอาหารเสร็จนอกจากเวลาที่กินยาแล้ว ขนาดของยาก็เป็นส่วนสำคัญ การที่กำหนดว่ายาอย่างหนึ่งต้องกินขนาดครั้งละเท่าใดนั้น เขาได้ทดลองยาดังกล่าวมาแล้วว่ายาดังกล่าวใช้เท่าไรจึงจะได้ผลในการรักษา ถ้าใช้ยาได้ถูกกับโรคและขนาดยาที่เขากำหนดนั้น จะไม่ทำให้เกิดผลข้างเคียงหรือพิษของยาอย่างรุนแรง ฉะนั้น เราไม่ควรกินยาให้น้อยกว่าหรือมากกว่าขนาดที่เขากำหนดให้ เช่น ยาบางชนิด ให้กินครั้งละ 1 เม็ดวันละ 3 ครั้งหลังอาหาร ก็ต้องกินเช่นนั้นให้ถูกต้อง บางคนกินน้อยกว่าที่กำหนด เพราะกลัวว่าจะเกิดอันตรายจากยา จะทำให้รักษาไม่ได้ผลและในทางตรงข้าม บางครั้งคนที่ต้องการกินยาให้มาก ๆ ก็จะก่อให้เกิดอันตรายเช่นกัน

วิธีการเลือกซื้อยาที่ถูกต้อง


เราสามารถพิจารณาได้จากองค์ประกอบต่างๆ ดังนี้

1. การเลือกซื้อยาจากแหล่งที่เชื่อถือได้
แหล่งขายยาที่น่าเชื่อถือได้แก่ร้านขายยาที่ได้รับอนุญาตถูกต้องตามกฎหมาย หรือจากผู้ผลิตที่ได้รับอนุญาตอย่างถูกต้อง โดยสามารถสังเกตได้จากป้ายสถานที่ประกอบการด้านยาหรือใบอนุญาตที่แสดงให้เห็นในสถานที่ประกอบการนั้นๆ ในการซื้อยาจากร้านแผงลอยที่ไม่มีใบอนุญาต มีความเสี่ยงสูงที่จะได้รับยาที่ไม่มีคุณภาพยาลักลอบนำเข้าซึ่งไม่อาจรับรองความปลอดภัยผู้ที่บริโภคอาจได้รับสารสเตียรอยด์ซึ่งเป็นสารที่อันตรายผสมอยู่ในยาที่ซื้อมาบริโภคโดยไม่รู้ตัว
2. การดูฉลากและเอกสารกำกับยา
ตามความในมาตรา 25 แห่งพระราชบัญญัติยา พ.ศ. 2510 กำหนดให้ผู้ได้รับอนุญาตผลิตยาแผนปัจจุบัน ต้องจัดให้มีฉลาก ตามที่ขึ้นทะเบียนตำรับยาไว้ ปิดไว้ที่ภาชนะและหีบห่อบรรจุยาหรือฉลากและเอกสารกำกับยา โดยแสดงรายละเอียดดังนี้
          1. ชื่อยา (ยี่ห้อ)
          2. เลขทะเบียนตำรับยา มักจะมีคำว่า Reg.No หรือเลขทะเบียนที่ หรือทะเบียนยา สำหรับเลขทะเบียนยานี้เป็นสิ่ง
บ่งบอกว่ายานั้นได้ขึ้นทะเบียนถูกต้อง ไม่ได้ลักลอบนำเข้าจากต่างประเทศ
          3. ปริมาณหรือขนาดบรรจุของยา เช่น ยาเม็ด จะต้องแจ้งขนาดบรรจุไว้ในฉลากด้วยว่า ยานั้นบรรจุกี่เม็ด
          4. เลขที่ หรืออักษรแสดงครั้งที่ผลิตหรือวิเคราะห์ ซึ่งมักใช้คำย่อยเป็นภาษาอังกฤษ เช่น Lot No., Cont.No.,Batch No. หรือ L , C , L/C , B/C แล้วตามด้วยเลขแสดงครั้งที่ผลิต
          5. ชื่อและที่ตั้งของผู้ผลิต ยาที่ผลิตในประเทศต้องมีชื่อผู้ผลิตจังหวัดที่ตั้งสถานที่ผลิตยาด้วย ในกรณีเป็นยาที่ผลิตในต่างประเทศนำหรือสั่งเข้ามาต้องมีชื่อเมืองและประเทศที่ตั้งสถานที่ผลิตยาพร้อมทั้งชื่อของผู้นำหรือสั่งเข้ามาและจังหวัดที่ตั้งสถานที่นำ/สั่งยานั้น ๆ
          6. วันเดือนปีที่ผลิตยา มักมีคำย่อภาษาอังกฤษ Mfd. หรือ Mfg date. แล้วตามด้วย วันเดือนปีที่ผลิต หากยานั้ผลิตมานานเกิน 5 ปี ก็ไม่ควรนำมารับประทาน ส่วนยาบางชนิด เช่น ยาปฏิชีวนะ จะมีการระบุวันที่หมดอายุ โดยมีคำย่อ ว่า Exp.Date ซึ่งย่อมาจาก Expiration Date แล้วตามด้วยวันเดือนปีที่ยานั้นหมดอายุ โดยใช้คำว่า use before
          7. คำว่า "ยาอันตราย" "ยาควบคุมพิเศษ" "ยาใช้เฉพาะที่" หรือ "ยาใช้ภายนอก" แล้วแต่กรณี ว่ายานั้นเป็นยาอันตราย ยาควบคุมพิเศษ ยาใช้เฉพาะที่ หรือยาใช้ภายนอก ซึ่งจะเขียนด้วยอักษรสีแดงอ่านได้ชัดเจน
          8. วิธีใช้และคำเตือน การจัดให้มีคำเตือนไว้บนฉลากและเอกสารกำกับยานั้น ใช้สำหรับยาที่รัฐมนตรีประกาศ หรือในกรณีที่กฎหมายบังคับ

          รายละเอียดต่างๆ เหล่านี้หลักการเบื้องต้นสิ่งที่ละเลยไม่ได้ในการซื้อยามารับประทานเอง อย่างไรก็ตามหากพบความผิดปรกติจากการรับประทานยาเอง หรือทานยาแล้วไม่สามาถรักษาอาการที่เกิดขึ้นได้ก็ควรรีบไปปรึกษาแพทย์จะดีที่สุด

    สอบถามเพิ่มเติมที่ร้านขายยา


    ที่มา ขอขอบคุณข้อมูลดีๆ จากhttp://guru.sanook.com/3936/เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับยา-%26/

วันพฤหัสบดีที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

โรคเหา วิธีการรักษา หลังจากอย.ห้ามใช้ LINDANE

ภาพจาก: http://tinyzone.tv/HealthDetail.aspx?ctpostid=520

     โรคเหาที่หนังศีรษะ (Pediculosis capitis) พบได้บ่อยในเด็กวัยเรียน (เพราะเด็กนักเรียนจะวิ่งเล่นใกล้ชิดกันมาก) โดยเฉพาะเด็กผู้หญิงและคนที่อาศัยอยู่ในชุมชนแออัด บางคนไม่มีอาการมากเท่าใด แต่อาจสร้างความรำคาญได้

สาเหตุของการเกิด: 

     เชื้อโรคเหา- เหาเกิดจากเชื้อปาราสิต ชื่อว่า "Pediculus humanus" ซึ่งอาศัยอยู่บนหนังศีรษะ เส้นผม ขน ปาราสิตนี้จะคอยดูดเลือดกินเป็นอาหาร และวางไข่บนเส้นผม โดยหลั่งสารไคติน (chitin) หุ้มปลายหนึ่งของไข่ ให้เกาะติดแน่นอยู่ มองเห็นได้ด้วยตาเปล่า บางคนไม่มีอาการเท่าใด แต่จะสร้างความรำคาญใจได้

 
พฤติกรรมของเหา: 


     เป็นการติดต่อทางการสัมผัสโดยตรง (direct contact) เช่น การใช้หวี แปรง ร่วมกัน การใช้หมวก ร่วมกัน การใช้หมอน ที่นอนร่วมกัน จากศีรษะคนหนึ่งไปที่ศีรษะอีกคนหนึ่งเพราะฉะนั้นจึงมักพบระบาดในโรงเรียน ได้บ่อย เพราะเด็กนักเรียนจะวิ่งเล่นใกล้ชิดกันมาก

วงจรชีวิตของเหา:

 ไข่เหา:  ตลอดชีวิตแม่เหาหรือโลน 1 ตัว วางไข่ได้ดังนี้
      - เหาหัว 50-150 ฟอง
      - เหาตัว 270-300 ฟอง
      - โลน ประมาณ 26 ฟอง
      - ฟักภายใน 7 - 10 วัน มีสีขาวขุ่น อยู่ติดกับโคนผมหรือขน
ตัวกลางวัย-  ลอกคราบ 3 ครั้ง ใช้เวลาในการเจริญเติบโต 7 - 13 วัน
ตัวเต็มวัย-  ผสมพันธุ์และวางไข่ภายใน 1 - 2 วัน มีอายุ 2 - 4 สัปดาห์

ชนิดของเหา:

เหาคนมี 3 ชนิด
เหาหัว - อาศัยอยู่บนศีรษะ ดูดเลือดจากศีรษะ และทำให้คัน เกิดการอักเสบ เป็นแผลติดเชื้อ 
เหาตัว - อาศัยอยู่ตามขนบริเวณลำตัวและตะเข็บเสื้อผ้า นอกจากดูดเลือดและทำให้คันแล้ว ยังเป็นตัวการนำโรคหลายชนิด เช่น epidemic typhus, trench fever, relapsing fever 
โลน - อาศัยอยู่ตามขนบริเวณอวัยวะสืบพันธุ์ ทำให้เกิดอาการคันรุนแรงมาก



อาการของการเกิดโรคเหา :
     
     จะมีอาการคันที่บริเวณด้านหลังและด้านตรงศีรษะ ถ้าเกามากเป็นหนอง สะเก็ดแห้งกรัง ได้ บางครั้งเกิดการติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อนทำให้ต่อมน้ำเหลืองที่บริเวณท้ายทอย และข้างคอโตได้ ในทางตรงกันข้าม บางคนอาจจะไม่มีอาการใดมาก ไม่คันมาก
ตำแหน่งที่อยู่ของเหาพบบ่อย : 

เหาจะพบบ่อยที่ศีรษะด้านท้ายทอย หลังหู อาจลามมาที่คิ้ว คอ ได้ แต่พบน้อย

การตรวจร่างกาย : 


ตัวเหาบนศีรษะ สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า หรืออาจใช้แว่นขยายช่วยส่องดู ผู้ป่วยส่วนใหญ่จะมีตัวเหาบนศีรษะน้อยกว่า 10 ตัว น้ำลายของตัวเหาจะมีสารซึ่งระคายเคืองผิวหนังได้ ทำให้เกิดตุ่มคันตรงรอยกัด


วิธีการรักษาเหา :



     -การโกนผม จะช่วยได้มาก และสะดวกดี ไม่สิ้นเปลือง แต่เด็ก จะอายเพื่อนฝูง

     -การใช้หวีเสนียด คือ หวีซึ่งมีซี่ของหวีถี่มากใช้สางผมทำให้ทั้ง ตัวเหาและไข่เหา หลุดติดกับหวีออก         มาได้
     -การใช้ยาฆ่าเหา ชื่อทางการค้าว่า จาคูติน (Jacutin) ใช้ทา ศีรษะ ทิ้งไว้ 12 ชั่วโมง ล้างออกใช้ทา           ติดต่อกัน 3 วัน
     -การใช้ยาปฏิชีวนะ ถ้าเกิดมีเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อนเกิดขึ้น
     -ยากินกลุ่มแอนติฮีสตามีน ใช้กินเพื่อระงับอาการคัน

ยาที่เกี่ยวข้อง :

ยาที่ใช้บ่อย Malathion
, Benzyl alcohol lotion

สมุนไพรรักษาโรคเหา :


ขนานที่ 1 ใช้น้ำส้มสายชูชะโลมศีรษะ เอาผ้าโพกหว้สักครึ่งชั่วโมงค่อยสระผม แล้วเอาหวีถี่ ๆ สางเอาตัวและไข่เหาออก หลังจากนั้น 2 อาทิตย์ทำอีกครั้งหนึ่ง และหลังจากนั้นอีก 2 อาทิตย์ จึงทำอีกครั้งหนึ่ง น้ำส้มสายชูทำให้ไข่เหาร่วงหลุดไปได้ (ให้ใช้น้ำส้มสายชูแท้เท่านั้น)


ขนานที่ 2 เอาผลมะกรูดใบใหญ่ที่แก่จัดน้ำมาก นำไปเผาไฟหรือย่างไฟให้สุก ทิ้งไว้ให้เย็น เอามาคลึงให้มีน้ำมาก ๆ ผ่าครึ่งบีบน้ำลงบนหัวขยี้ให้ทั่ว ใช้หวีถี่ ๆ สางเส้นผม จะมีไข่เหาติดออกมา ทำอาทิตย์ละครั้ง ทำทั้งหมด 3 ครั้ง


ขนานที่ 3 เอาใบน้อยหน่ามา 5-8 ใบ โขลกให้ละเอียด ผสมน้ำและทาผมให้ทั่ว เอาผ้าคลุมไว้สักครึ่งชั่วโมง จึงล้างน้ำออก ฟอกด้วยยาสระผมอีกครั้งหนึ่ง แล้วใช้หวีถี่ ๆ สางเอาตัวและไข่เหาออก
ข้อควรระวัง อย่าให้น้ำน้อยหน่าเข้าตา เพราะจะแสบตามาก


ขนานที่ 4 เอาใบสะเดาแก่ ๆ สัก 2-3 กำมือ โขลกให้ละเอียด ผสมน้ำพอเหลวนิดหน่อย ทาผมให้ทั่วปล่อยให้แห้ง แล้วค่อยสระผมด้วยแชมพู


ขนานที่ 5 เอาลูกบวบขมแกะเปลือกออก เอาน้ำในลูกบวบขมทาผมให้ทั่ว ทิ้งไว้สัก 2-3 นาที
 
ขนานที่ 6 ใช้ผลมะตูมสุกมาผ่า เอายางจากผลมะตูมสุกทาผม แล้วหวีให้ทั่ว ปล่อยไว้ให้แห้ง เหาจะตายหมดแล้ว ล้างน้ำ ต่อจากนั้นจึงหวีออก





ขอขอบคุณ ข้อมูลจาก http://tinyzone.tv/HealthDetail.aspx?ctpostid=520



สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ 

 — ที่ ร้านขายยาบางบอน5เภสัช


วันอังคารที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

หน้าฝนแบบนี้ ดูแลสุขภาพให้ดี ไม่ยากเลย !

หน้าฝนแบบนี้ มาดูแลสุขภาพให้ดีกันเถอะ!!




      แน่นอนว่าหน้าฝนที่วันดีคืนดีก็มีพายุเข้า ฝนตกกระหน่ำ บางวันก็ร้อนอบอ้าวซะจนปรับตัวกันไม่ทัน คงจะสั่นคลอนสุขภาพของทุกคนน่าดู บางคนอาจจะมีอาการไอ และเจ็บคอกันไปแล้วบ้าง หรือใครที่ร่างกายอ่อนแอหน่อยก็อาจจะล้มหมอนนอนเสื่อกันแล้วก็มี ถ้าอย่างนั้นวันนี้เรามาดูแลสุขภาพในหน้าฝนด้วยวิธีต่อไปนี้กันก่อนดีกว่าค่ะ

    พกร่ม เสื้อกันฝน และผ้าขนหนู

              ก่อนอื่นเราควรต้องป้องกันตัวเองไม่ให้เปียกฝนก่อน เพราะถ้าหากเปียกฝนก็อาจจะมีสิทธิ์เป็นหวัด ไอ จาม หรือเป็นไข้เอาได้ง่าย ๆ และในช่วงฤดูฝนที่ฝนตกไม่แน่นอนอย่างนี้ เราก็ควรต้องพกร่ม เสื้อกันฝน หรือผ้าขนหนูติดตัวไว้ตลอด เผื่อต้องลุยฝนขึ้นมาจะได้กางร่มหรือใส่เสื้อกันฝนป้องกันได้ และหากส่วนไหนของร่างกายเปียกฝน โดยเฉพาะส่วนหัว ก็จะได้ใช้ผ้าขนหนูซับผมให้แห้งให้ได้มากที่สุด เพื่อป้องกันอาการปอดบวมนั่นเองค่ะ



    ดื่มน้ำเยอะ ๆ

              แม้ว่าในช่วงฤดูฝนจะมีทั้งสายฝน และความชื้นอยู่พอสมควร แต่อากาศก็ยังคงร้อนอยู่ดี ซึ่งก็ทำให้ร่างกายของเราเสียเหงื่อไปไม่น้อยเช่นกัน ดังนั้นเราก็ควรดื่มน้ำเยอะ ๆ ไว้ก่อน เพื่อรักษาอุณหภูมิในร่างกายให้อยู่ในระดับที่พอเหมาะ และเพื่อป้องกันร่างกายสูญเสียน้ำจากการที่เหงื่อออกมาจนเกินไปด้วย ซึ่งแพทย์ก็ได้ย้ำว่า โดยปกติแล้วร่างกายของเราจะสูญเสียน้ำประมาณ 4% ของน้ำหนักร่างกาย ทั้งจากการที่เหงื่อออก และการขับปัสสาวะ 

              อีกทั้งร่างกายจะมีภาวะขาดน้ำต่อเมื่อร่างกายสูญเสียน้ำไปประมาณ 1% ของน้ำหนักตัว ดังนั้นแพทย์จึงแนะนำให้เราดื่มน้ำไม่ต่ำกว่า 1.5 ลิตรในแต่ละวันนั่นเอง ซึ่งภาวะร่างกายขาดน้ำ หรือได้รับน้ำไม่เพียงพอ อาจจะทำให้เกิดอาการหน้ามืด เป็นลมแดด เนื่องจากระบบต่าง ๆ ภายในร่างกายปรวนแปร
              นอกจากนี้ควรหลีกเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์ด้วย เพราะแอลกอฮอล์จะยิ่งขับน้ำในร่างกายออกมา จนทำให้เราตกอยู่ในภาวะเสี่ยงขาดน้ำได้เช่นกัน อีกทั้งแพทย์ยังแนะนำอีกด้วยว่า หากคุณเหงื่อออกมาก และรู้สึกไม่อยากดื่มน้ำ ให้ค่อย ๆ จิบน้ำทีละนิดแทนการดื่มน้ำอึกใหญ่รวดเดียวหมด เพราะการดื่มน้ำมาก ๆ ในคราวเดียว จะกระทบกับระบบการทำงานของไตและหัวใจค่ะ




    หลีกเลี่ยงการลุยน้ำท่วมขัง

              ฝนตกหนัก ๆ บางทีก็อาจจะเกิดน้ำท่วมขังในบางพื้นที่ และนอกจากเราจะไม่ควรเดินลุยฝนแล้ว เราก็ยังไม่ควรเดินลุยน้ำท่วมขังเหล่านี้ด้วย เพราะน้ำที่ท่วมขังจะมีเชื้อโรคอยู่มากมาย ที่จะนำมาซึ่งอหิวาตกโรค โรคมือเท้าเปื่อย ไทรอยด์ ไข้ขึ้นสูง และแผลอักเสบ เป็นต้น อีกทั้งก็ควรล้างมือและเท้าให้สะอาดทุกครั้งเมื่อเข้าบ้าน หรือเมื่อจะรับประทานอาหาร ส่วนน้ำดื่มก็ควรจะต้องผ่านการต้มสุกก่อนด้วย เพื่อป้องกันเชื้อโรคที่มากับความชื้นในหน้าฝน ซึ่งอาจเป็นสาเหตุให้เราเกิดอาการท้องร่วง ท้องเสียอย่างรุนแรงในภายหลัง






    พยายามทำตัวให้แห้งอยู่เสมอ

              การเตรียมร่ม เสื้อกันฝน ผ้าขนหนู หรือเสื้อผ้าไว้ผลัดเปลี่ยนในกรณีที่จำเป็นต้องลุยฝน ก็จะช่วยให้คุณไม่ต้องตกอยู่ในสภาพเปียกปอนนานนัก เพราะแพทย์ได้บอกว่า การอยู่ในสภาพเปียกชื้น อาจทำให้ร่างกายเป็นตะคริว เป็นหวัด และเป็นไข้ได้ 

              ดังนั้น หากวันไหนที่เปียกฝน อย่าเพิ่งรีบเดินเข้าห้องแอร์เย็นฉ่ำ เพราะจะทำให้ร่างกายปรับตัวไม่ทัน ให้คุณรีบผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าและอาบน้ำสระผมทันทีที่ถึงบ้าน และควรจะอาบน้ำอุ่นด้วย เพราะเป็นวิธีที่ช่วยให้อุณหภูมิร่างกายกลับมาเป็นปกติได้เร็วที่สุด นอกจากนี้ควรนำผ้าขนหนูอุ่น ๆ มาประคบที่แขนและขา เพื่อป้องกันการเกิดตะคริวด้วยนะคะ




    กินอาหารให้ถูกสุขลักษณะ

              อากาศชื้น ๆ ในหน้าฝนเป็นอุณหภูมิที่พอเหมาะกับเชื้อโรค แบคทีเรีย และจุลินทรีย์ทั้งหลาย ที่จะมีโอกาสได้ดี๊ด๊าลอยนวลอย่างมีความสุข ฉะนั้นก่อนจะรับประทานอาหารอะไร ก็ควรต้องมั่นใจก่อนว่าอาหารจานนั้น ๆ จะได้รับการปรุงสุกแบบสด ๆ ร้อน ๆ รวมไปถึงร่างกายของเราก็ต้องสะอาดและถูกสุขอนามัยด้วยเช่นกัน อย่าลืมล้างมือให้สะอาดหมดจดทุกครั้งก่อนรับประทานอาหาร และพยายามดื่มน้ำต้มสุกเยอะ ๆ ด้วย เพื่อเสริมสร้างให้ระบบต่าง ๆ ภายในร่างกายทำงานได้อย่างเป็นปกติ ไม่ปรวนแปร จนเป็นช่องโหว่ให้เชื้อโรคร้ายมาคุกคามได้




    อยู่ให้ห่างจากยุง

              เรารู้กันดีว่ายุงจะชุกชุมในช่วงฤดูฝนมากเป็นพิเศษ เนื่องจากสภาพอากาศ ความชื้น อุณหภูมิที่เหมาะสม และสภาพแวดล้อมที่เอื้ออำนวยต่อการเจริญพันธุ์ของยุง อีกทั้งยุงในฤดูฝนก็จะเป็นพาหะนำโรคร้ายอย่างไข้เลือดออกมาให้เราอีกด้วย 

              ดังนั้นคงดีกว่าหากเราจะป้องกันเอาไว้ก่อนด้วยการกำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ของยุง หากรอบ ๆ บ้านมีแอ่งน้ำ ก็ถมและกำจัดน้ำที่ขังอยู่ตามภาชนะต่าง ๆ ให้หมด ฉีดพ่นยากันยุงรอบ ๆ บ้าน จัดแต่งสวนให้โล่งเตียน ในสระว่ายน้ำก็ควรใส่ทรายอะเบทป้องกันยุงเอาไว้ด้วย และควรตรวจสอบรูรั่วของหน้าต่างมุ้งลวดให้ดี หากพบว่าขาดชำรุดก็ต้องรีบซ่อมแซมทันที นอกจากนี้ควรทาโลชั่นกันยุง หรือฉีดตะไคร้หอมป้องกันยุงเสริมเข้าไปอีกวิธี เพื่อให้แน่ใจว่ายุงจะไม่มากวนใจให้เราต้องเสี่ยงเป็นไข้เลือดออกอย่างแน่นอนค่ะ




    ล้างผักผลไม้และอุปกรณ์ทำครัวให้สะอาด
              ในสภาพอากาศชื้นแฉะในหน้าฝน ไม่เพียงแต่เชื้อโรค แบคทีเรีย และจุลินทรีย์จะเจริญเติบโตได้ดีเพียงอย่างเดียว แต่เชื้อราก็มีโอกาสแฝงตัวเนียน ๆ มากับอาหารและข้าวของเครื่องใช้เราได้อย่างสบาย ๆ เลยล่ะ 

              ฉะนั้นก่อนจะประกอบอาหารทุกครั้ง ก็ควรต้องล้างผัก ผลไม้ และวัตถุดิบทุกชนิดให้สะอาดหมดจด โดยเฉพาะผักและผลไม้ ควรแช่ด่างทับทิมก่อนประมาณ 5 นาที จากนั้นค่อยนำไปล้างผ่านก๊อกน้ำให้สะอาดอีกครั้ง รวมไปถึงอุปกรณ์ทำครัวต่าง ๆ ที่ถูกเก็บไว้ในลิ้นชัก หรือที่แขวนเอาไว้ก็ต้องนำมาล้างอย่างหมดจดเช่นกัน เพื่อป้องกันเชื้อราและเชื้อโรคที่แฝงตัวอยู่ไม่ให้เนียนเข้ามาในร่างกายของเราได้นะจ๊ะ




    รับประทานสมุนไพร

              สมุนไพร เช่น ตะไคร้ ข่า ขิง กระเทียม และขมิ้น ล้วนมีคุณสมบัติช่วยรักษาอุณหภูมิและส่งเสริมระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายได้เป็นอย่างดี จึงเหมาะที่เราจะรับประทานสมุนไพรเหล่านี้ในฤดูฝนซึ่งเป็นฤดูที่ร่างกายมีโอกาสต้องปรับตัวไปตามสภาพอากาศที่แปรปรวนอยู่เสมอ เดี๋ยวก็ร้อนอบอ้าว เดี๋ยวก็เย็นชื้นเพราะฝนตก

              นอกจากนี้ผลไม้รสเปรี้ยวประเภท ส้ม มะนาว เกรปฟรุต หรือผลไม้ที่อุดมไปด้วยวิตามินซีอย่าง ฝรั่ง สตรอว์เบอร์รี มะขามเทศ มะขามป้อม และลูกพลับ เราก็ควรต้องกินด้วยเช่นกัน เนื่องจากผลไม้ที่มีวิตามินซีเหล่านี้ จะช่วยรักษาระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายให้ทำงานได้อย่างเป็นปกติดี ร่างกายเราก็จะแข็งแรง ไม่โดนเชื้อโรคร้ายใด ๆ คุกคามได้ง่าย ๆ




    หากไอให้ใช้กระดาษทิชชูปิดปากแทนมือ

              เมื่อมีอาการไอ ให้ใช้กระดาษทิชชูปิดปากแทนการใช้มือเปล่า ๆ ปิดปาก เพราะเชื้อโรคจะได้ไม่แพร่กระจายมายังมือของเรา ป้องกันเวลาเราเผลอใช้มือหยิบจับอาหารเข้าปาก หรือใช้มือเช็ดตามส่วนอื่น ๆ ของร่างกาย แต่ถ้าเผลอใช้มือปิดปากเวลาไอไปแล้ว ก็ควรต้องรีบล้างมือด้วยน้ำและสบู่ทันทีทุกครั้งด้วยนะคะ

              ทั้งหมดนี้ก็เป็นแนวทางดูแลสุขภาพและร่างกายให้รอดปลอดภัยในช่วงหน้าฝน ซึ่งในระหว่างที่ฝนตกบ้างไม่ตกบ้างอย่างนี้ ก็อยากให้ทุกคนดูแลสุขภาพให้ดี อย่าเผอเรอปล่อยปละละเลยรายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ ไป จนทำให้เป็นไข้หวัด หรือมีอาการป่วยกันได้นะคะ ทางไหนที่เราจะป้องกันได้ ก็ควรทำเนอะ


    สอบถามเพิ่มเติมที่ร้านขายยา


    ที่มา ขอขอบคุณข้อมูลดีๆ จาก http://health.kapook.com/view67260.html